
เปลี่ยนทุกการดื่มให้สนุกกว่าเดิม บรรทัดฐานใหม่ของ “เครื่องดื่ม" ที่ “เคี้ยวได้"
ในโลกของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มปัจจุบัน รสชาติที่อร่อยเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะมัดใจผู้บริโภคยุคใหม่ได้อีกต่อไป เพราะพฤติกรรมของผู้คนได้เปลี่ยนจากการดื่มเพื่อดับกระหาย ไปสู่การแสวงหา "ประสบการณ์" ที่แปลกใหม่ และน่าประทับใจ จึงเกิดเป็นกระแส "เครื่องดื่มเคี้ยวได้" (Chewable Drinks) ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด เทรนด์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียวหากเราย้อนมองไปที่ความสำเร็จของชานมไข่มุก แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการวิวัฒนาการของเนื้อสัมผัสที่มีความหลากหลาย ซับซ้อน และตอบโจทย์สุขภาพมากขึ้น จนกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดเครื่องดื่มทั่วโลกในขณะนี้
จากการวิเคราะห์เทรนด์การค้นหาทั่วโลก คำว่า "Bubble Tea" (ชาไข่มุก) เคยขึ้นไปถึงอันดับ 1 ของโลกในหมวดเครื่องดื่มที่มีการเติบโตสูงสุด และถูกบรรจุลงใน Google Doodle เมื่อปี 2023 เพื่อเฉลิมฉลองวัฒนธรรมนี้ ซึ่งส่งผลให้คำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับการเคี้ยวในเครื่องดื่ม กระโดดขึ้นมาอยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มที่มีเนื้อสัมผัส มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 30-45% ต่อปี โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอเมริกาเหนือ แฮชแท็ก #ChewyDrinks และ #ASMRDrinks บน TikTok มียอดเข้าชมรวมกันมากกว่า 5,000 ล้านครั้ง ตัวเลขนี้สะท้อนว่าผู้บริโภคยุคใหม่ตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องดื่มจากการมองเห็นเนื้อสัมผัสผ่านหน้าจอ ก่อนที่จะไปซื้อที่หน้าร้านจริงเสียอีก เหตุผลที่ชื่ออาหารชนิดนี้ถูกค้นหาถล่มทลายในเสิร์ชเอ็นจิน และโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่เพียงเพราะความอร่อย แต่เป็นเพราะมันคือจุดตัดของวิทยาศาสตร์ และความบันเทิง
จุดเริ่มต้นของกระแสนี้ขับเคลื่อนด้วยจิตวิทยาการบริโภคที่เรียกว่า "Sensory Experience" หรือประสบการณ์ผ่านประสาทสัมผัส การที่เครื่องดื่มมีเนื้อสัมผัสให้เคี้ยว ไม่ว่าจะเป็นความหนึบ ความนุ่มเด้ง หรือความกรุบกรอบ ช่วยกระตุ้นให้ผู้ดื่มรู้สึกสนุก และมีส่วนร่วมกับเครื่องดื่มนั้นนานขึ้น นอกจากนี้ งานวิจัยหลายชิ้นยังระบุว่าการเคี้ยวมีส่วนช่วยในการลดความเครียด และเพิ่มสมาธิ เนื่องจากกระบวนการเคี้ยวช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตไปยังสมอง และหลั่งสารความสุขออกมา เครื่องดื่มในยุคนี้จึงทำหน้าที่เป็นทั้งอาหารว่าง และเครื่องมือผ่อนคลายในระหว่างวันได้อย่างลงตัว
เมื่อมองลึกไปที่ประเภทของสิ่งที่เคี้ยวได้ เราจะเห็นความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด ตั้งแต่การใช้ Popping Boba หรือที่คนไทยมักเรียกว่า "มุกป๊อป" หรือ "มุกระเบิด" มีลักษณะคล้ายไข่มุก แต่มีเอกลักษณ์พิเศษคือข้างนอกเป็นแผ่นฟิล์มบาง ๆ และข้างในบรรจุน้ำรสผลไม้เข้มข้นพร้อมแตกตัวในปากเพื่อเพิ่มความสดชื่นทันทีที่กัด ซึ่งมียอดการค้นหาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเพิ่มขึ้นกว่า 150% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากอิทธิพลของวิดีโอสั้นอย่าง TikTok ไปจนถึงการใช้ท็อปปิ้งเพื่อสุขภาพ อย่างเยลลี่ผสมวิตามิน บุกแคลอรีต่ำ หรือการใส่เนื้อผลไม้สดตามฤดูกาลที่ให้ความรู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติ และพรีเมียมมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเครื่องดื่มที่เน้นความอิ่มท้องแบบ "ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร" ซึ่งนิยมใส่ธัญพืชคั่ว กราโนล่า หรือเมล็ดเจีย เพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนวัยทำงานที่เร่งรีบแต่ยังต้องการสารอาหารที่ครบถ้วน และประสบการณ์การทานที่เคี้ยวเพลิน
ประเทศไทยถือเป็นดินแดนที่มีความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ในเทรนด์นี้อย่างมหาศาลด้วยแต้มต่อทางด้านความหลากหลายของวัตถุดิบทางธรรมชาติที่มีเนื้อสัมผัสอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดเป็นเครื่องดื่มเคี้ยวได้ระดับพรีเมียมได้อย่างไม่รู้จบ ตั้งแต่ความหนึบหนับของลูกชิด และลูกตาลที่ให้สัมผัสละมุนกว่าไข่มุกแป้ง ความนุ่มเด้งของสาคูต้นแท้จากภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไปจนถึงความกรุบกรอบของธัญพืชคั่วและผลไม้เข้มข้นนานาชนิด เมื่อผนวกเข้ากับวัฒนธรรมการกินของคนไทยที่คุ้นชินกับเมนู "ขนมหวานผสมน้ำแข็ง" หรือการดื่มกินแบบมีเครื่องเคียงมาแต่ไหนแต่ไร จึงเป็นโอกาสทองของร้านอาหารในการหยิบยกวัตถุดิบเหล่านี้มาตีความใหม่ให้ทันสมัย เพื่อเปลี่ยนจากเครื่องดื่มธรรมดาให้กลายเป็น "ประสบการณ์การทาน" ที่ทรงคุณค่า สร้างความแตกต่างที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก และยังสามารถอัปเกรดมูลค่าสินค้าให้สูงขึ้นในฐานะเครื่องดื่มเชิงสร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์ทั้งรสชาติ และอัตลักษณ์ความเป็นไทยได้อย่างลงตัว
ทำไมเจ้าของร้านต้องรีบเกาะเทรนด์นี้? จากข้อมูลบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี พบว่าร้านที่นำเสนอเมนูที่มี "เนื้อสัมผัส" ไม่ได้เพียงแค่สร้างความต่าง แต่ยังช่วย เพิ่มมูลค่าต่อออเดอร์ ได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะลูกค้าพร้อมจ่ายเพิ่มเพื่อแลกกับความสนุกในการทาน
ในอนาคตอันใกล้ เทรนด์เครื่องดื่มเคี้ยวได้จะยิ่งถูกผนวกเข้ากับเทคโนโลยีด้านอาหารมากขึ้น เราอาจได้เห็นเนื้อสัมผัสรูปแบบใหม่ที่สามารถเปลี่ยนรสชาติได้เมื่อถูกเคี้ยว หรือการปรับแต่งความหนึบให้ตรงตามความต้องการเฉพาะบุคคล รวมถึงการใช้ส่วนผสมจากพืช (Plant-based) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาทำเป็นเครื่องเคียงมากขึ้น สรุปได้ว่าเครื่องดื่มเคี้ยวได้ไม่ใช่เพียงแฟชั่นที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่เป็นบรรทัดฐานใหม่ของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนภาพจำของเครื่องดื่มแบบเดิมสู่ปรากฏการณ์ "เคี้ยวได้" ที่ทำให้ทุกคำที่ดื่มสนุกกว่าที่เคย
โฆษณา LINE MAN ทำง่ายใน 3 คลิก ดูวิธีทำที่นี่
เริ่มต้นสร้างโฆษณา LINE MAN บนแอปฯ Wongnai Merchant App (WMA) คลิกที่นี่
บทความแนะนำเพิ่มเติม