4 เทคนิค Menu Engineering จัดเมนูอาหาร ดันยอดขายเดลิเวอรี

รู้จัก Menu Engineering การจัดกลุ่มเมนูขายดี เพิ่มกำไรบนแอปเดลิเวอรี

เมนูบนแอปเดลิเวอรีมีหลายสิบรายการ แต่รู้ไหมว่า เมนูที่ขายดีที่สุด อาจไม่ใช่เมนูที่ทำกำไรดีที่สุด ขณะเดียวกันบางเมนูกำไรดีมาก แต่กลับไม่มีใครกดสั่ง

นี่คือเหตุผลที่เจ้าของร้านควรรู้จัก Menu Engineering หรือเทคนิควิเคราะห์เมนูจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ “ความนิยม” และ “ความสามารถในการทำกำไร” แล้วนำข้อมูลมาช่วยตัดสินใจว่าเมนูไหนควรดัน เมนูไหนควรปรับ และเมนูไหนควรลดความสำคัญ ซึ่งหลักการคลาสสิกจะแบ่งเมนูออกเป็น Stars, Horses, Puzzles และ Dogs

วันนี้ LINE MAN พามาดู 4 กลุ่มเมนู พร้อมเทคนิคจัดหน้าเมนูบนแอปเดลิเวอรีให้ช่วยดันทั้งยอดขายและกำไรของร้าน

4 เทคนิค Menu Engineering จัดเมนูให้ขายดีและทำกำไรมากขึ้น

1. Star: ขายดี + กำไรดี ต้องดันให้ลูกค้าเห็น

Star คือเมนูที่ทั้งขายดีและสร้างกำไรให้ร้านสูง ถือเป็น “ตัวทำเงิน” ที่ควรรักษาและโปรโมตให้มากที่สุด

ตัวอย่างเช่น กะเพราหมูกรอบ ขาย 200 จานต่อเดือน และมีกำไรต่อจานสูง เมนูนี้ควรได้รับพื้นที่เด่นบนหน้าร้าน

เทคนิคดันยอด

  • ใช้รูปอาหารที่ชัดและน่ากิน
  • ตั้งชื่อเมนูให้มี Keyword ตรงกับคำที่ลูกค้าค้นหา
  • จัดไว้ในหมวดขายดีหรือหมวดที่ลูกค้าเห็นง่าย
  • ต่อยอดเป็น Combo Set เช่น กะเพราหมูกรอบ + “โค้ก” เพื่อเพิ่มยอดต่อออเดอร์

2. Horse: ขายดี แต่กำไรน้อย ต้องเพิ่มมูลค่าต่อบิล

เมนูกลุ่มนี้ลูกค้าชอบและสั่งบ่อย แต่เมื่อหักต้นทุนแล้วร้านเหลือกำไรไม่มาก เช่น เมนูที่ใช้วัตถุดิบราคาแพง หรือขายในราคาต่ำเกินไป

ไม่จำเป็นต้องรีบตัดออกจากร้าน เพราะเป็นเมนูที่มีฐานลูกค้าอยู่แล้ว ควรลองปรับ ราคา ปริมาณ ต้นทุน หรือจับคู่กับสินค้าที่ช่วยเพิ่ม Margin ก่อน

ตัวอย่าง

เดิม: ข้าวหมูทอด 79 บาท
ปรับ: ข้าวหมูทอด + “โค้ก” เป็น Combo Set 99 บาท

หรืออาจลองลดของเสีย ควบคุม Portion และเช็กราคาวัตถุดิบใหม่ เพื่อช่วยให้เมนูขายดีตัวเดิมสร้างกำไรได้มากขึ้น

3. Puzzle: กำไรดี แต่ขายไม่ดี ต้องทำให้น่ากดสั่ง

Puzzle คือเมนูที่กำไรต่อจานดี แต่ยอดสั่งต่ำ ปัญหาอาจไม่ใช่ตัวอาหาร แต่อาจเป็นเพราะลูกค้า มองไม่เห็น ไม่รู้ว่าเมนูคืออะไร หรือชื่อเมนูไม่น่าสนใจ

กลุ่มนี้จึงควรนำเทคนิค SEO บนแอปเดลิเวอรีมาใช้ร่วมด้วย เช่น ปรับชื่อให้บอกเมนูและจุดขายชัดขึ้น ซึ่งเป็นหลักเดียวกับบทความ SEO ก่อนหน้านี้ที่แนะนำให้ใส่ชื่ออาหาร วัตถุดิบ หรือจุดเด่นให้ตรงกับ Search Intent ของลูกค้า

ตัวอย่าง

เดิม: Signature No.1
ใหม่: ข้าวผัดมันกุ้ง - กุ้งสดพริกเกลือ

นอกจากนี้ ลองเปลี่ยนภาพ เพิ่มคำอธิบาย หรือจัดเมนูให้อยู่ในหมวดที่เห็นง่ายขึ้น เพราะ Puzzle คือกลุ่มที่มีโอกาสพัฒนาให้กลายเป็น Star ได้หากเพิ่มยอดสั่งสำเร็จ

4. Dog: ขายไม่ดี + กำไรน้อย ต้องกล้าปรับหรือตัด

เมนูที่ทั้งยอดสั่งต่ำและกำไรน้อย อาจกินพื้นที่หน้าเมนู เพิ่มวัตถุดิบที่ต้องสต๊อก และทำให้การจัดการหลังร้านซับซ้อนโดยไม่สร้างรายได้มากพอ

ลองเช็กก่อนว่าเมนูนี้สามารถ ปรับสูตร ลดต้นทุน เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนรูป หรือจัดโปรโมชั่น ให้ดีขึ้นได้หรือไม่ หากทดลองแล้วผลยังไม่ดี อาจพิจารณาลดความสำคัญหรือถอดออก เพื่อเปิดพื้นที่ให้เมนูที่ขายได้ดีกว่า

เริ่มทำ Menu Engineering ง่าย ๆ จากยอดขายของร้าน

เจ้าของร้านไม่จำเป็นต้องใช้สูตรซับซ้อน เพียงเลือกช่วงเวลาที่ต้องการวิเคราะห์ เช่น ยอดขาย 30 วันที่ผ่านมา แล้วดูแต่ละเมนูจาก 2 เรื่องหลัก

1. ขายดีแค่ไหน?
ดูจำนวนออเดอร์ของแต่ละเมนู แล้วเปรียบเทียบกับเมนูอื่นในร้าน

2. เหลือเงินต่อจานเท่าไหร่?
เริ่มจากราคาขาย แล้วหักต้นทุนที่เกี่ยวข้อง เช่น วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และต้นทุนจากช่องทางเดลิเวอรี เพื่อให้เห็นภาพจริงมากกว่าดูแค่ราคาวัตถุดิบ โดยการประเมินเมนูเดลิเวอรีควรคำนึงถึงค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์มและ Packaging ด้วย

จากนั้นนำแต่ละเมนูไปจัดเป็น Star / Horse / Puzzle / Dog แล้วค่อยเลือก Action ที่เหมาะสม

จำง่าย ๆ ว่า

Star → ดัน
Horse → เพิ่มกำไร
Puzzle → เพิ่มการมองเห็น
Dog → ปรับหรือตัด

Menu Engineering จึงไม่ใช่แค่การจัดหน้าเมนูให้สวย แต่คือการใช้ข้อมูลช่วยเลือกให้ถูกว่า “ร้านควรขายอะไรให้มากขึ้น” เพราะบางครั้งการเพิ่มยอดขายอาจไม่ต้องเพิ่มเมนูใหม่เลย แค่ดันเมนูที่ใช่ให้ลูกค้าเห็นมากขึ้นก็ช่วยให้ร้านทำเงินได้ดีขึ้น

รวมคำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1 : Menu Engineering คืออะไร?
A1 :
Menu Engineering คือการวิเคราะห์เมนูจากความนิยมและความสามารถในการทำกำไร เพื่อช่วยให้ร้านรู้ว่าเมนูไหนควรดัน ปรับราคา โปรโมต หรือลดความสำคัญ

Q2 : ร้านอาหารควรเริ่มทำ Menu Engineering อย่างไร?
A2 :
เริ่มจากรวบรวมยอดขายของแต่ละเมนูในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น 30 วันที่ผ่านมา แล้วเปรียบเทียบจำนวนที่ขายได้กับเงินที่เหลือจากแต่ละเมนู ก่อนแบ่งเป็น Star, Horse, Puzzle และ Dog

Q3 : เมนูขายดีแต่กำไรน้อยควรถอดออกหรือไม่?
A3 :
ไม่จำเป็น เพราะเมนูขายดีมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว ร้านสามารถลองปรับราคา ควบคุม Portion ลดต้นทุน หรือจัด Combo Set กับเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มยอดต่อออเดอร์ก่อน

Q4 : คำนวณกำไรเมนูเดลิเวอรีควรรวมค่า GP หรือไม่?
A4 :
ควรรวมค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการขายจริง เช่น ค่าวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ค่า GP หรือค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เห็นว่าหลังขายหนึ่งออเดอร์ร้านเหลือเงินจริงประมาณเท่าไร

‍

วิธีเข้าร่วมแคมเปญ มื้อพิเศษอร่อยซ่ากับ "โค้ก" แบบจับมือทำ!

เพิ่มยอดขายพุ่งแรงกับความซ่าสดชื่นจาก ‘โค้ก’

อยากให้ร้านของคุณปังสุด ๆ ต้องร่วมแคมเปญ มื้อพิเศษอร่อยซ่าไปกับ “โค้ก” เพิ่มยอดขายง่าย ๆ ด้วยการ จัดโปรโมชั่นในเวลาทอง พร้อมเพิ่ม “โค้ก” เข้าไปในเซต เพื่อเพิ่มความสดชื่นในมื้ออาหาร และกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น การันตีว่าลูกค้าจะกลับมาซื้อซ้ำเพิ่มยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมช่วยเพิ่มกำไรให้ร้านคุณเติบโตไปอย่างมั่นคง!

‍

สิทธิพิเศษที่ทางร้านจะได้รับฟรี เมื่อเข้าร่วมแคมเปญ มื้อพิเศษอร่อยซ่ากับ “โค้ก”

  • คูปองส่วนลดค่าอาหารสำหรับลูกค้า
  • เครดิตโฆษณาสำหรับใช้โปรโมตบนแอปฯ LINE MAN 
  • พื้นที่สื่อโปรโมตในช่องทางต่าง ๆ จาก “Coca-Cola” LINE MAN และ Wongnai 
  • กรอบตกแต่งเซตเมนูอร่อยซ่ากับ “โค้ก” ให้ร้านค้านำไปใช้โปรโมต
  • กรอบโปรโมตแคมเปญ มื้อพิเศษอร่อยซ่ากับ “โค้ก”‍

‍

สำหรับร้านค้าที่สนใจแคมเปญ มื้อพิเศษอร่อยซ่ากับ “โค้ก” สามารถสมัคร และดูรายละเอียด คลิกที่นี่

เพิ่มเมนูลัดคู่ "โค้ก" บนแอปฯ Wongnai Merchant App (WMA) คลิกที่นี่

สร้างโปรโมชั่นคู่ "โค้ก" เพื่อเข้าร่วมแคมเปญ มื้อพิเศษอร่อยซ่ากับ “โค้ก" บนแอปฯ Wongnai Merchant App (WMA) คลิกเลย