ผิดไหม? อยากมีร้านที่เลี้ยงตัวเองได้ ไม่ได้อยากมี 10 สาขา

ทำความเข้าใจว่าการ “ไม่อยากโต” ก็เป็นเป้าหมายทางธุรกิจได้ และมีวิธีทำให้ร้านอยู่รอด มีกำไร และเลี้ยงตัวเองได้ในระยะยาว

ภาพความสำเร็จของธุรกิจที่เราเห็นอยู่บ่อย ๆ มักมาพร้อมกับคำว่าเติบโต ขยายสาขา เพิ่มยอดขาย หรือทำให้ใหญ่ขึ้น แต่อีกมุมหนึ่งก็มีเจ้าของร้านที่ไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย นอกจากการที่ธุรกิจสามารถทำกำไร เลี้ยงพนักงาน เลี้ยงครอบครัวได้อย่างมั่นคงก็พอใจแล้ว แล้วมันผิดหรือเปล่าที่จะคิดแบบนี้? เรากำลังย่ำอยู่กับที่หรือเปล่า? 

Wongnai For Business จะพาทุกคนไปสำรวจนิยามของคำว่า “ความสำเร็จ” ในอีกแง่มุมหนึ่ง ที่อาจไม่ได้หมายถึงการต้องทำธุรกิจให้ใหญ่ขึ้นเสมอไป

ก่อนจะโต ถามตัวเองหรือยังว่า “โตไปเพื่ออะไร?” 

เพราะการเติบโตคือการทำให้ธุรกิจพาเราไปถึงเป้าหมายที่ต้องการ ดังนั้นก่อนจะเติบโต เจ้าของร้านต้องถามตัวเองก่อนว่า “อยากให้ร้านโตไปเพื่ออะไร?” หากยังไม่มีคำตอบสำหรับคำถามนี้ การเติบโตอาจกลายเป็นแค่เพียงการวิ่งตามตัวเลข ยอดขายเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ก็ยังรู้สึกว่าไม่พอ เปิดสาขาใหม่ได้ก็เริ่มคิดถึงสาขาถัดไป จนสุดท้ายต้องแลกด้วยเงิน เวลา และแรงของเจ้าของที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าปลายทางของการเติบโตนั้นคืออะไร

ในทางกลับกัน ถ้าเป้าหมายชัด การตัดสินใจก็จะง่ายขึ้น ถ้าอยากมีรายได้มากขึ้น อาจโฟกัสที่การเพิ่มยอดขาย และกำไร ถ้าอยากมีเวลามากขึ้น อาจต้องสร้างระบบให้ร้านเดินต่อได้โดยไม่ต้องพึ่งเจ้าของทุกเรื่อง หรือถ้าอยากมีธุรกิจที่มั่นคง การทำให้ร้านเดิมแข็งแรง และมีกำไรสม่ำเสมอ อาจสำคัญกว่าการรีบเปิดสาขาใหม่

ธุรกิจที่ดีไม่จำเป็นต้องใหญ่ที่สุด โตไวที่สุด มีสาขาเยอะที่สุด 

การเติบโตของธุรกิจไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว บางร้านเลือกเปิดสาขาเพิ่ม เพราะต้องการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มรายได้ บางร้านเลือกเพิ่มสินค้า เพิ่มบริการ หรือสร้างช่องทางขายใหม่ ขณะที่บางร้านเลือกโฟกัสกับร้านเดียว แล้วทำให้ร้านนั้นมั่นคงขึ้นเรื่อย ๆ มียอดขายสม่ำเสมอ มีกำไร เลี้ยงลูกน้องได้ และมีเวลาใช้ชีวิตนอกธุรกิจ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของธุรกิจได้เหมือนกัน 

ถ้าไม่อยากโต ทำอย่างไรถึงจะอยู่รอด?

เป้าหมายของเจ้าของร้านอาจเรียบง่ายกว่านั้น คือการมีร้านที่ขายได้ มีกำไร และอยู่ได้ในระยะยาว แต่การจะไปถึงจุดนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเปิดร้านแล้วปล่อยให้ขายไปเรื่อย ๆ เพราะยังมีหลายเรื่องที่คนเป็นเจ้าของร้านต้องจัดการ แล้วต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ร้านรอด ทำตาม 3 สเต็ปนี้ได้เลย! 

1. ดูว่าต้องขายเท่าไรถึงจะอยู่รอด?

สิ่งแรกที่ต้องรู้ให้ชัดคือรู้ว่าร้านต้องขายขั้นต่ำวันละเท่าไหร่จึงจะครอบคลุมค่าเช่า ค่าแรง วัตถุดิบ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และต้องเหลือกำไรเท่าไรถึงจะเรียกว่าคุ้มกับเงิน เวลา และแรงที่เจ้าของลงไป เพราะยอดขายเยอะไม่ได้แปลว่าร้านมีกำไรเสมอไป หากต้นทุน และค่าใช้จ่ายเพิ่มตามไปด้วย

2. ดูว่าร้านมีอะไรที่ทำให้เงินรั่วบ้าง?

จากนั้นคือการดูตั้งแต่วัตถุดิบเหลือทิ้ง สต็อกจม เมนูที่ขายดีแต่กำไรน้อย ไปจนถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทุกเดือนแต่ไม่จำเป็น การรู้ตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้เจ้าของเห็นว่าร้านควรปรับตรงไหน โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มยอดขายตลอดเวลา‍

3. ทำให้ร้านไม่ต้องพึ่งเจ้าของทุกเรื่อง

ต่อให้ร้านไม่ได้ขยายสาขา ถ้าเจ้าของยังต้องรับออเดอร์ เช็กสต็อก คุมเงิน และแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยตัวเอง ร้านก็อาจจะรอด (แต่เจ้าของอาจไม่รอดแทน) ดังนั้นการทำระบบหลังบ้านให้ชัด แบ่งหน้าที่ให้ทีม และมีข้อมูลที่ช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นก็เป็นการพัฒนาร้านรูปแบบหนึ่ง

สุดท้ายร้านที่ไม่ได้อยากโตอาจเป็นร้านที่ตั้งเป้าให้ยอดขายสม่ำเสมอ กำไรชัดเจน ต้นทุนควบคุมได้ ทีมทำงานได้ และเจ้าของมีเวลาใช้ชีวิตของตัวเอง และถ้านั่นคือสิ่งที่เจ้าของร้านต้องการจริง ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องโตไปมากกว่านั้นเลย

แล้วเมื่อไหร่ที่ควรคิดเรื่องสาขาที่ 2?

ถ้าวันหนึ่งเจ้าของพบว่าร้านแรกมีกำไรสม่ำเสมอ ระบบหลังบ้านเริ่มนิ่ง ทีมสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งเจ้าของทุกขั้นตอน มีเงินทุน มีกระแสเงินสดรองรับ และเจ้าของเองอยากขยาย ค่อยพิจารณาสาขาที่ 2 ก็ยังไม่สาย เพราะการขยายธุรกิจควรเกิดจากความพร้อม และเป้าหมายของเจ้าของ ไม่ใช่เพราะรู้สึกว่าทุกคนกำลังขยายกันหมดแ้ลวถึงเวลาแล้วที่เราต้องขยายธุรกิจของเราบ้าง หรือบางครั้งสิ่งที่ร้านต้องการไม่ใช่สาขาใหม่ แต่อาจเป็นระบบจัดการร้านที่ดีขึ้น การควบคุมต้นทุนที่แม่นขึ้น หรือการทำให้สาขาเดิมทำกำไรได้มากขึ้น

นอกจาก “ขยายสาขา” แล้ว มีทางไหนให้เติบโตได้อีก? 

ความสำเร็จของเจ้าของร้านแต่ละคนมีหน้าตาไม่เหมือนกัน การขยายสาขาเป็นเพียงหนึ่งในหลายเป้าหมายของธุรกิจเท่านั้น ลองเช็กกันดูว่าตอนนี้คุณกำลังทำธุรกิจเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายแบบไหน และสิ่งที่คุณต้องการจริง ๆ จากร้านคืออะไร

  • ปลดหนี้ — สร้างรายได้จากร้านเพื่อทยอยชำระหนี้ และลดภาระทางการเงิน
  • มีกำไรเพิ่มขึ้น — ขายเท่าเดิม แต่เหลือกำไรมากขึ้น
  • มีรายได้ที่มั่นคง — มีรายรับสม่ำเสมอ คาดการณ์ได้
  • สร้างฐานลูกค้าประจำ — มีลูกค้าที่กลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
  • สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก — อยากให้ร้านมีชื่อ เป็นที่จดจำ
  • รักษาคุณภาพของร้าน — อยากควบคุมมาตรฐานอาหาร บริการ และประสบการณ์ลูกค้า
  • มีทีมที่แข็งแรง — ให้ทีมทำงานได้ดี และช่วยดูแลร้านได้โดยไม่ต้องพึ่งเจ้าของทุกเรื่อง
  • ลดภาระของเจ้าของ — ร้านยังเดินต่อได้ แม้เจ้าของไม่ต้องอยู่ร้านตลอดเวลา
  • มีเวลาสำหรับตัวเองมากขึ้น — ทำธุรกิจควบคู่กับการมีเวลาให้ครอบครัว สุขภาพ หรือชีวิตส่วนตัว
  • บริหารร้านให้มีประสิทธิภาพขึ้น — ลดความผิดพลาด ลดต้นทุน และทำงานได้คล่องตัวกว่าเดิม
  • คืนทุนและสร้างผลตอบแทนจากสิ่งที่ลงทุนไป — ให้เงิน เวลา และแรงที่ลงไปกับร้านคุ้มค่า
  • สร้างธุรกิจที่มั่นคงในระยะยาว — ไม่ต้องโตเร็ว แต่อยากให้ร้านอยู่ได้อีกหลายปี
  • ส่งต่อธุรกิจให้คนรุ่นต่อไป — สร้างร้านให้เป็นธุรกิจที่ครอบครัวสามารถสานต่อได้
  • เปิดโอกาสให้ตัวเองได้ทำสิ่งที่รัก — ทำร้าน เพราะอยากสร้างพื้นที่หรือธุรกิจในแบบที่ตัวเองเชื่อ
  • มีอิสระทางการเงินมากขึ้น — ให้ธุรกิจสร้างรายได้ที่ช่วยให้มีทางเลือกในการใช้ชีวิต

บทสรุป

แล้วตกลงว่า “ผิดไหม? ถ้าไม่ได้มีความคิดที่จะเติบโต” คำตอบคือ “ไม่ผิด” เจ้าของร้านแต่ละคนล้วนมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน ถ้าคนหนึ่งเปิดร้านเพราะอยากสร้างธุรกิจ 10 สาขา นั่นคือเป้าหมายของเขา ถ้าอีกคนเปิดร้านเพราะอยากมีธุรกิจเล็ก ๆ ที่ดูแลครอบครัวได้ มีทีมงานที่อยู่กันได้นาน และมีเวลาใช้ชีวิตหลังเลิกงาน นั่นก็เป็นเป้าหมายที่มีคุณค่าไม่แพ้กัน

สุดท้ายแล้วคำถามสำคัญอาจไม่ใช่ “ร้านของเราใหญ่พอหรือยัง?” แต่อาจเป็น “ร้านนี้กำลังพาเราไปถึงชีวิตที่เราอยากมีหรือเปล่า?” ธุรกิจที่ดีไม่จำเป็นต้องใหญ่ที่สุด แค่เป็นธุรกิจที่อยู่ได้ มีกำไร และทำให้เจ้าของมีชีวิตที่อยากใช้ นั่นก็ถือว่าเป็นความสำเร็จในอีกรูปแบบหนึ่งแล้ว

บทความแนะนำเพิ่มเติม

‍