เจาะลึกกฎหมาย "ประตูหนีไฟ" และระบบเซฟตี้ ที่ร้านอาหารห้ามมองข้าม

ธุรกิจร้านอาหารต้องรู้! เจาะลึกกฎหมาย "ประตูหนีไฟ" พร้อม 4 เช็กลิสต์ระบบเซฟตี้ ป้องกันเหตุไฟไหม้ร้านให้ธุรกิจคุณปลอดภัย ไม่เสี่ยงโดนสั่งปิด

"ร้านอาหาร" กับ "ไฟ" เป็นของคู่กัน เพราะไฟคือหัวใจสำคัญในการปรุงอาหารให้อร่อย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ไฟนั้นลุกโชนผิดที่ จาก "ไฟในเตา" กลายเป็น "อัคคีภัย" ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจหมายถึงการปิดกิจการถาวร หรือร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียชีวิต

อุบัติเหตุไฟไหม้ในร้านอาหารมักเกิดขึ้นเร็ว และรุนแรงกว่าสถานที่ทั่วไป เนื่องจากในห้องครัวเต็มไปด้วยเชื้อเพลิงชั้นดี ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันพืช แก๊สหุงต้ม คราบไขมันสะสม รวมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ต้องเสียบปลั๊กทำงานหนักตลอดทั้งวัน การเตรียมความพร้อมเรื่องระบบความปลอดภัยจึงไม่ใช่แค่เรื่อง "ควรทำ" แต่เป็นเรื่องที่กฎหมายบังคับ และ "ต้องทำ" เพื่อปกป้องชีวิตลูกค้า พนักงาน และเงินลงทุนของคุณ

เปิดกฎหมายควบคุมอาคาร "ประตูหนีไฟ" แบบไหนที่ร้านอาหารต้องมี?

ผู้ประกอบการหลายคนโดยเฉพาะร้านอาหารสแตนด์อโลน (Standalone) หรือร้านที่เช่าตึกแถวทำร้านอาหาร มักจะโฟกัสที่การตกแต่งร้านจนลืมใส่ใจโครงสร้างความปลอดภัย คุณรู้หรือไม่ว่า ร้านอาหารที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 200 ตารางเมตรขึ้นไป หรือตั้งอยู่ในอาคารสูง ต้องปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมอาคารอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่อง "ทางหนีไฟ" และ "ประตูหนีไฟ" ซึ่งมีข้อกำหนดสำคัญที่ห้ามละเลยเด็ดขาด ดังนี้

  • ความกว้าง และทิศทางการเปิด ประตูหนีไฟต้องมีความกว้างสุทธิไม่น้อยกว่า 90 เซนติเมตร สูงไม่น้อยกว่า 2 เมตร และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องเปิดออกสู่ภายนอกเสมอ (ห้ามทำเป็นประตูบานเลื่อน หรือประตูดึงเข้าหาตัว) เพื่อให้คนจำนวนมากสามารถผลักหนีออกมาได้ทันทีในภาวะตื่นตระหนกวิ่งเบียดกัน
  • วัสดุต้องทนไฟจริง ประตูหนีไฟไม่ใช่ประตูไม้หรือประตูพลาสติกทั่วไป แต่ต้องทำจากวัสดุทนไฟ (มักเป็นเหล็ก) ที่สามารถบล็อกความร้อน และควันไฟได้อย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง และต้องมีอุปกรณ์ดึงกลับให้ประตูปิดสนิทได้เอง (โช้คอัพประตู)
  • พื้นที่หน้าประตูห้ามมีสิ่งกีดขวาง นี่คือกฎเหล็กที่ร้านอาหารมักพลาดบ่อยที่สุด! หลายร้านชอบใช้บริเวณทางเดินหนีไฟเป็นที่เก็บของ วางลังเครื่องดื่ม ลังวัตถุดิบ หรือแม้กระทั่งล็อกแม่กุญแจประตูหนีไฟเพราะกลัวขโมย หากเกิดเหตุไฟไหม้แล้วลูกค้าหรือพนักงานหนีออกมาไม่ได้เพราะสิ่งเหล่านี้ เจ้าของร้านอาจมีความผิดทางอาญาฐานประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

4 จุดเซฟตี้ เปลี่ยนครัวเสี่ยงให้เป็นครัวเซฟ

นอกเหนือจากเรื่องโครงสร้างอาคารแล้ว "หลังบ้าน" หรือห้องครัว คือจุดเริ่มต้นของเพลิงไหม้กว่า 80% ของร้านอาหารทั้งหมด ลองนำ 4 เช็กลิสต์นี้ไปตรวจสอบร้านของคุณดู

1. ถังดับเพลิงต้องมี และต้อง "ถูกประเภท"

หลายร้านมีถังดับเพลิงสีแดงตั้งไว้ แต่ไม่เคยรู้เลยว่ามันใช้ดับไฟในครัวได้หรือไม่ หากเกิดไฟไหม้จากกระทะที่น้ำมันท่วม (Grease Fire) การใช้น้ำสาดจะยิ่งทำให้ลูกไฟระเบิดพุ่งกระจาย การเลือกถังดับเพลิงจึงสำคัญมาก

‍สั่งซื้อถังดับเพลิงได้ง่าย ๆ ที่ LINE MAN MART

2. ติดตั้งระบบตัดแก๊สอัตโนมัติ (Gas Detector)

แก๊สรั่วคือฆาตกรเงียบ การลงทุนติดตั้งเครื่องตรวจจับรอยรั่วของแก๊สไว้บริเวณจุดต่อถังแก๊สหรือท่อเมนแก๊ส เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า หากเซนเซอร์จับได้ว่ามีแก๊สรั่วไหล ระบบจะสั่งการปิดวาล์วตัดการจ่ายแก๊สทันที ก่อนที่จะมีใครเผลอเปิดเตาหรือเกิดประกายไฟ

3. ระบบดูดควัน (Hood) ต้องสะอาดหมดจด

รู้หรือไม่ว่า คราบน้ำมันเหนียวเหนอะหนะที่เกาะอยู่ตามปล่องควัน และท่อดูดอากาศ คือเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้ไฟลุกลามลามขึ้นฝ้าเพดานอย่างรวดเร็ว คุณควรจัดตารางทำความสะอาดใหญ่ (Deep Cleaning) ขูดล้างคราบไขมันในท่อดูดควันอย่างน้อยทุก ๆ 3-6 เดือน

4. ซักซ้อมแผนอพยพพนักงาน

อุปกรณ์เซฟตี้ราคาแพงแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์ หากพนักงานในร้านใช้งานไม่เป็น ควรจัดอบรมให้พนักงานทุกคนรู้วิธีดึงสลักถังดับเพลิง รู้ตำแหน่งวาล์วปิดแก๊สหลัก และซักซ้อมเส้นทางอพยพออกทางประตูหนีไฟอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้เกิดความคุ้นเคย และมีสติเมื่อเกิดเหตุจริง

การลงทุนกับระบบความปลอดภัย จัดการเรื่องประตูหนีไฟให้ถูกกฎหมาย และคอยบำรุงรักษาอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งานเสมอ อาจดูเป็นค่าใช้จ่าย และขั้นตอนที่วุ่นวายในวันปกติ แต่เชื่อเถอะว่า ในวันที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน สิ่งเหล่านี้คือเกราะป้องกันเดียวที่จะรักษาชีวิตพนักงาน ลูกค้า และธุรกิจที่คุณสร้างมากับมือให้อยู่รอดต่อไปได้ ปลอดภัยไว้ก่อน ดีกว่ามานั่งเสียใจทีหลัง

บทความแนะนำเพิ่มเติม