
ทำความเข้าใจ EPR หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตกับการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ทำไมไทยต้องเร่งบังคับใช้กฎหมาย? ผู้บริโภค และภาคธุรกิจควรรับมืออย่างไร?
โลกของเรากำลังเผชิญกับปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งที่เราทิ้งขวดน้ำ กล่องอาหาร หรือบรรจุภัณฑ์พลาสติก แม้ขยะเหล่านี้จะลงเอยในถังขยะ แต่เส้นทางของมันไม่ได้สิ้นสุดอยู่แค่นั้น การจัดการกับขยะเหล่านี้ต้องอาศัยกระบวนการจัดการที่ใช้ทั้งทรัพยากร งบประมาณ และความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เพื่อให้ขยะเหล่านี้ถูกรีไซเคิลหรือกำจัดอย่างถูกต้อง แล้วใครล่ะ? ควรเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบขยะที่เกิดขึ้นเหล่านี้?
คำถามนี้นำไปสู่แนวคิด “Extended Producer Responsibility (EPR)” หรือ “หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต” เป็น “แนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมที่กำหนดให้ผู้ผลิตมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ของตนเองตลอดวงจรชีวิต” ตั้งแต่การออกแบบ และการผลิต การนำสินค้าออกสู่ตลาด ไปจนถึงการจัดเก็บ การนำกลับมาใช้ประโยชน์ การรีไซเคิล หรือการกำจัดอย่างถูกวิธีหลังหมดอายุการใช้งาน
เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า แทนที่จะทิ้งภาระค่าใช้จ่าย และการจัดการขยะไว้กับหน่วยงานท้องถิ่น หรือผู้บริโภค EPR จะดึงภาระนั้นกลับมาที่ต้นทาง กระตุ้นให้ผู้ผลิตออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลง่าย หรือใช้ซ้ำได้มากขึ้น
แนวคิดนี้ถูกเสนอขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1990 โดย “Thomas Lindhqvist” นักวิจัยชาวสวีเดน ในรายงานที่เสนอต่อกระทรวงสิ่งแวดล้อมประเทศสวีเดน ซึ่งในขณะนั้นยุโรปเผชิญปัญหาจำนวนขยะที่พุ่งขึ้นสูงอย่างรวดเร็วจากการผลิตแบบ “ผลิต-ใช้-ทิ้ง (Take-Make-Dispose)” จนทำให้หลุมฝังกลบขยะในหลายประเทศแถบยุโรปเริ่มเต็ม และภาระในการจัดการขยะตกเป็นของหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล) ซึ่งต้องใช้เงินภาษีจำนวนมากในการจัดการขยะ
Lindhqvist จึงเสนอว่า หากต้องการลดขยะ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ต้องผลักดันให้ผู้ผลิตเข้ามารับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะช่วงหลังการใช้งาน เพื่อส่งแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ ให้ผู้ผลิตเปลี่ยนไปใช้วัสดุที่รีไซเคิล และออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นทาง
สาเหตุหลักที่ไทยต้องบังคับใช้ EPR สรุปได้เป็น 4 ข้อสำคัญดังนี้

สหภาพยุโรป (EU) ออก “กฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์ และขยะบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation: PPWR)” กำหนดให้บรรจุภัณฑ์ที่วางจำหน่ายในสหภาพยุโรปต้องรีไซเคิลได้ และมีสัดส่วนเม็ดพลาสติกรีไซเคิลตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2569
หากภาคธุรกิจไทยไม่ปรับตัว และไม่มีกฎหมายรองรับ สินค้าส่งออกของไทยอาจถูกกีดกันทางการค้า หรือโดนภาษีสิ่งแวดล้อมที่สูงขึ้น
เดิมทีการจัดการขยะตกเป็นภาระของภาครัฐ และเทศบาลเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งต้องใช้งบประมาณมหาศาล และเริ่มรับมือไม่ไหวเมื่อขยะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ในปี 2567 ประเทศไทยสร้างขยะมูลฝอยชุมชนสูงถึงประมาณ 27 ล้านตันต่อปี
เมื่อผู้ผลิตต้องรับผิดชอบขยะที่เกิดขึ้น ผู้ผลิตจะมีแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนการออกแบบผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นน้ำ (Eco-design) หันมาออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัสดุน้อยลง รีไซเคิลง่ายขึ้น หรือใช้วัสดุรีไซเคิลเป็นส่วนประกอบตั้งแต่ต้นทาง เช่น การลดขนาดบรรจุภัณฑ์ เลือกใช้วัสดุที่รีไซเคิลง่าย หรือใช้วัสดุรีไซเคิลผสมในการผลิต
เดิมทีภาคเอกชนในไทยทำ EPR ในรูปแบบ ของความสมัครใจผ่านภาคีเครือข่ายต่าง ๆ แต่ครอบคลุมเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ ทำให้เกิดปัญหา Free-rider ที่ผู้ผลิตบางรายไม่ร่วมรับผิดชอบ ภาครัฐจึงจำเป็นต้องยกระดับเป็นกฎหมายบังคับใช้เพื่อสร้างความเท่าเทียม และเกิดผลลัพธ์ในวงกว้างอย่างแท้จริง
ปัจจุบันกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กำลังเร่งผลักดันร่างกฎหมาย “พ.ร.บ. การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน” เพื่อบังคับใช้หลักการ EPR อย่างเป็นทางการ ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในแผนการจัดการขยะพลาสติก พศ. 2562-2573 และแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก ระยะที่ 1 (2563-2565) นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับระบบการจัดการขยะ ลดภาระของภาครัฐ และขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน

ในมุมของผู้บริโภค แม้อาจได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากผู้ประกอบการบางส่วนอาจสะท้อนต้นทุนการจัดการบรรจุภัณฑ์มายังราคาสินค้า แต่สิ่งที่ผู้บริโภคจะได้รับกลับมาคือระบบจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งการมีจุดรับคืนบรรจุภัณฑ์ ระบบคืนเงินค่ามัดจำ หรือช่องทางรีไซเคิลที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม
นอกจากนี้ผู้บริโภคยังมีทางเลือกในการซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น พร้อมทั้งมีบทบาทสำคัญในการคัดแยก และส่งคืนบรรจุภัณฑ์เข้าสู่ระบบรีไซเคิล ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
สำหรับภาคธุรกิจ กฎหมาย EPR ถือเป็นทั้งความท้าทาย และโอกาส ผู้ผลิตจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการจัดการบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค อย่างไรก็ตามกฎหมายดังกล่าวยังเป็นแรงผลักดันให้ธุรกิจพัฒนานวัตกรรมด้านบรรจุภัณฑ์มากขึ้น ทั้งออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้รีไซเคิลง่าย ลดการใช้วัสดุที่ไม่จำเป็น จัดเก็บข้อมูลบรรจุภัณฑ์ที่นำออกสู่ตลาด และสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการรีไซเคิล หรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง นอกจากช่วยลดต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว ยังเป็นโอกาสในการสร้างภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในอนาคตอีกด้วย

ในภาพรวม กฎหมาย EPR ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการปรับโครงสร้างความรับผิดชอบของทุกภาคส่วนให้สอดคล้องกับหลัก "ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย" (Polluter Pays Principle) ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ของตน ขณะที่ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการจัดการขยะอย่างถูกต้อง
เมื่อทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกัน ระบบการจัดการบรรจุภัณฑ์ และของเสียจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดปริมาณขยะที่ต้องฝังกลบ เพิ่มอัตราการรีไซเคิล และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน
บทความแนะนำเพิ่มเติม