เตรียมระบบหลังบ้านรับมือ 12 ล้านออเดอร์ ไทยช่วยไทยพลัส เปลี่ยนลูกค้าหน้าใหม่ ให้เป็นขาประจำ

เปิดกลยุทธ์จัดการระบบหลังบ้าน รับมือ ไทยช่วยไทย พลัส โดยถอดอินไซต์จากโครงการเก่าที่ดันยอดขายโตเฉลี่ย 5 เท่า พร้อมแชร์แนวทางจัดการสต็อก-กำลังคน

ไทยช่วยไทย พลัส เริ่มไปแล้ว หลายร้านพบว่า การต้องรับลูกค้าหน้าร้าน และไรเดอร์ที่มารับออเดอร์ไปส่งจำนวนมาก กลายเป็นความพังพินาศที่เกิดขึ้นจริง

นี่คือ Good Problem เพราะการมีลูกค้าเยอะ นั่นคือ รายได้ที่เพิ่มขึ้น ถ้าร้านมีการบริหารจัดการที่ดี เพราะหลายครั้งที่ขายดีแต่ขาดทุนก็เกิดขึ้นได้

จากสถิติของ LINE MAN ในโครงการคนละครึ่ง พลัส ที่ผ่านมา ยอดขายของร้านค้าที่เข้าร่วมพุ่งทะยานโตเฉลี่ยถึง 5 เท่า และมีมากกว่า 3,000 ร้านที่ยอดปังทะลุเป้าโตเกิน 10 เท่า! จนกลายเป็นเสียงบ่นระงมแกมดีใจว่า "ไม่ได้นั่งพักเลย"

นี่ไม่ใช่แค่โอกาสในการโกยกำไรระยะสั้น แต่คือจังหวะทองที่รัฐบาลช่วยออกค่าทำการตลาดดึง "ลูกค้าใหม่" (Customer Acquisition) มาให้เราถึงหน้าบ้าน หากคุณไม่อยากให้โอกาสนี้กลายเป็นฝันร้ายเพราะระบบหลังบ้านพัง นี่คือแนวทางจัดการ Operation ที่ร้านอาหารทุกร้านต้องรีบทำทันที และจะส่งผลดีต่อร้านในระยะยาวด้วย

เข้าใจ Consumer Insight ลูกค้าเดลิเวอรี "รอได้ แต่ไม่รอ"

พฤติกรรมของลูกค้าเดลิเวอรีในยุคนี้ชัดเจนมากคือ "ไม่ชอบรอนาน" หากระบบทำอาหารช้า ส่งผิดเมนู หรือแพ็กเกจจิ้งเลอะเทอะ คะแนนรีวิวบนแอปมีโอกาสร่วงทันที ส่งผลต่อยอดขายในอนาคต

แต่ในทางกลับกัน สถิติระบุว่าหากเราสร้างความประทับใจได้ตั้งแต่ครั้งแรกในช่วงแคมเปญ หลังจบโครงการไปแล้ว จำนวนลูกค้าต่อร้านจะเพิ่มขึ้น 22% ความถี่ในการสั่งเพิ่มขึ้น 15% และยอดต่อบิลเติบโต 30% ลูกค้าเหล่านี้พร้อมจะกลับมาซื้อซ้ำในราคาปกติ ดังนั้น "ความแม่นยำ และรวดเร็ว" จึงเป็นหัวใจสำคัญ

4 แนวทางปฏิบัติ จัดการหน้าร้าน & เดลิเวอรี ไม่ให้ร้านแตก

เพื่อรับมือกับคลื่นออเดอร์มหาศาลที่จะถาโถมเข้ามา ร้านค้าต้องปรับการทำงานทั้งระบบ Stock, กำลังคน และการมัดใจลูกค้า

1. ประเมิน Stock ล่วงหน้า 20-30%

อย่ารอให้ของหมดแล้วค่อยสั่ง ข้อมูลจากโครงการก่อนบอกเราแล้วว่ายอดจะโตหลายเท่าตัว ดังนั้น วัตถุดิบหลัก ของแห้ง และบรรจุภัณฑ์ (กล่อง, ถุง, ช้อนส้อม) ควรเตรียมสำรองเพิ่มไว้เลยอย่างน้อย 20-30% จากยอดขายปกติ

2. แบ่งหน้าที่พนักงานให้ชัด

หมดยุคที่พนักงานหนึ่งคนทำทุกอย่างได้ในช่วงพีค ให้แบ่งทีมชัดเจน

  • ทีมหน้าร้าน รับออเดอร์ และบริการลูกค้าที่เดินเข้ามาในร้าน
  • ทีมในครัว โฟกัสการปรุงอาหารตามคิว
  • ทีมเดลิเวอรี ทำหน้าที่ตรวจเช็กความถูกต้องของเมนู แพ็กอาหารลงกล่อง และส่งมอบให้ไรเดอร์โดยเฉพาะ

3. จัดการจราจร "จุดจอดไรเดอร์"

หนึ่งในเหตุผลที่ลูกค้าหน้าร้านไม่อยากเข้ามาร้านอาหารช่วงแคมเปญ คือการเห็นไรเดอร์ยืนออแน่นหน้าร้านจนอึดอัด แนะนำให้จัดมุมนั่งรอแยกสำหรับพี่ ๆ ไรเดอร์ มีน้ำดื่มบริการ และจัดระบบรันคิวรับอาหารให้ชัดเจน เพื่อความรวดเร็ว และไม่รบกวนลูกค้าหน้าร้าน

4. แยบยลด้วยกลยุทธ์ "การ์ดเรียกแขก"

ในเมื่อรัฐหาลูกค้าใหม่มาให้เราแล้ว อย่าปล่อยให้เขาหายไป ทุก ๆ กล่องเดลิเวอรี ให้แนบการ์ดขอบคุณน่ารัก ๆ หรือใส่คูปองส่วนลดพิเศษสำหรับการสั่งซื้อครั้งถัดไปหลังจบโครงการ เพื่อเปลี่ยนจาก "ขาจร" ในวันนี้ ให้กลายเป็น "ขาประจำ" ในวันหน้า

ฮีโร่หลังบ้าน ป้องกัน "ร้านแตก"

ถ้าการจดมือ หรือสลับหน้าจอมือถือไปมาทำให้คุณหัวหมุน การมีระบบ Wongnai POS จะเป็นตัวช่วยจัดการวิกฤตนี้ได้อย่างตรงจุด และกระชับที่สุด

  • ออเดอร์ยิงตรงเข้าครัว เมื่อมีออเดอร์จาก LINE MAN ระบบจะรับอัตโนมัติ และพิมพ์ใบเสร็จออกไปที่ห้องครัวทันที ลดขั้นตอนการจดมือ พนักงานไม่ต้องตะโกนสั่ง หมดปัญหาทำอาหารผิด หรือสลับคิว
  • ระบบ Inventory ตัดสต็อกเรียลไทม์ ของชิ้นไหนกำลังจะหมด ระบบจะคอยตรวจเช็ก และแจ้งเตือนล่วงหน้า ทำให้คุณเติมวัตถุดิบได้ทันเวลา ร้านรันระบบได้อย่างลื่นไหล ไม่มีสะดุด แม้จะอยู่ท่ามกลางสมรภูมิ 12 ล้านออเดอร์ก็ตาม

โครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ยิงยาวถึง 30 ก.ย. 69 ร้านที่เตรียมระบบหลังบ้านดี ควบคุมคุณภาพได้สม่ำเสมอ และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย จะเป็นร้านที่สร้างฐานลูกค้าที่ยั่งยืนในระยะยาวได้อย่างแน่นอน

บทความแนะนำเพิ่มเติม