ถอดรหัสเมนูทำเงิน "ติดแกลม VS เมนูแมส" จัดจานบนเดลิเวอรี่ยังไงให้ยอดปัง

พฤติกรรมผู้บริโภค 2 ขั้วยอดฮิตระหว่าง "สายติดแกลม" กล้าสั่งเมนูพรีเมียมราคาสูงเพราะมีรัฐช่วยจ่าย และ "สายแมส" ที่ชอบสั่งเครื่องดื่ม และส้มตำเป็น Combo Set

โครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ยังคงเข้มข้น ผู้บริโภคตื่นตัว และคุ้นชินกับการใช้สิทธิ์ลดค่าอาหารในชีวิตประจำวันเรียบร้อยแล้ว ร้านอาหารหลายร้านเริ่มจับทางได้ แต่สำหรับร้านที่ยังรู้สึกว่ายอดขายยังนิ่งอยู่ รู้หรือไม่ว่าพฤติกรรมการเลือกสั่งอาหารของคนในโครงการนี้มีความ "พิเศษ" กว่าช่วงเวลาปกติ

หากคุณอยากเปลี่ยนหน้าแอปเดลิเวอรี และเมนูหน้าร้านให้กลายเป็นเครื่องปั๊มเงินตลอดโครงการนี้ นี่คือการเจาะลึกกลยุทธ์การจัดหมวดหมู่ และโปรโมตเมนูอาหารให้ตรงใจพฤติกรรม "กล้าจ่าย" ของลูกค้า ถอดรหัสจากอินไซต์จริงที่ร้านค้าต้องเอาไปปรับใช้ทันที

เปิดสถิติ "สายแกลม VS สายแมส" ลูกค้ากดสั่งอะไรกันแน่?

จากข้อมูลของ LINE MAN พบว่าพฤติกรรมการสั่งซื้อของลูกค้าในช่วงโครงการรัฐ ถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน สร้างความประหลาดใจให้กับผู้ประกอบการไม่น้อย

  • ฝั่งพรีเมียม (สายติดแกลม) เมนูราคาสูงลิ่วที่คนกล้ากดสั่งเยอะที่สุด ได้แก่ แซลมอน 1 กิโลกรัม (ราคาสูงถึง 1,700 บาท), ทุเรียนหมอนทองแกะเนื้อเกรดพรีเมียม, กุ้งเผา, ปูไข่นึ่ง และหมูหัน
  • ฝั่งเมนูปกติ (สายแมส) เมนูยอดฮิตตลอดกาลที่ทุบสถิติยอดสั่งถล่มทลายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ชาไทย, ตำปูปลาร้า, ชาเขียวนม, โกโก้ และตำป่า

เจาะลึก Consumer Insight ทำไมเมนูสองขั้วนี้ถึงขายดีพร้อมกัน?

เมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปในพฤติกรรมผู้บริโภค เราจะพบโอกาสทองในการเพิ่ม "ยอดขายต่อบิล (Ticket Size)" ให้สูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน

  • พฤติกรรมกล้าลองของแพง (ติดแกลม) เพราะข้อจำกัดเดิม ๆ ถูกทลายลงด้วยคำว่า "รัฐช่วยออกครึ่งหนึ่ง" ผู้บริโภคจึงรู้สึกว่าได้กำไร และกล้าให้รางวัลตัวเองด้วยการสั่งเมนูพรีเมียมราคาแพงที่ปกติอาจจะลังเลที่จะกิน ยิ่งเข้าสู่เดือนกรกฎาคมที่คนเริ่มวางแผนการใช้สิทธิ์แบบคุ้มค่า เมนูแนว "ฉลองกับครอบครัว หรือแก๊งเพื่อน" ยิ่งขายดี
  • พฤติกรรม Comfort Food (สายแมส) ส้มตำและเครื่องดื่มเป็นสิ่งที่กินได้ทุกวัน คิดอะไรไม่ออกก็สั่งซ้ำ ๆ เป็นเมนูซบไหล่แก้หิวในวันทำงานที่ลูกค้าพร้อมกดสั่งแบบไม่ต้องคิดเยอะ

จัดหน้าเมนูดักออเดอร์ในเดือนกรกฎาคม

ในเมื่อลูกค้ามีเงินในมือ และพร้อมจ่าย สิ่งที่ร้านต้องทำไม่ใช่การคิดค้นเมนูใหม่ให้ปวดหัว และสิ้นเปลืองต้นทุน แต่คือการ "จัดระเบียบสิ่งที่มีอยู่แล้ว" ให้ดึงดูดใจที่สุด ทั้งบนแอปเดลิเวอรี และหน้าร้าน

1. ดันของแพงขึ้นบน ทำเมนูแมสเป็นเซ็ต

  • ดันเมนูพรีเมียมขึ้นหน้าแรก เอาเมนูที่ราคาสูงที่สุดในร้าน หรือเมนูแกลม ๆ เช่น ของสด อาหารทะเล บาร์บีคิวชุดใหญ่ ขึ้นไปไว้ที่หมวดหมู่ "บนสุด" หรือ "แนะนำ" ของหน้าแอป LINE MAN ทันที เปลี่ยนรูปถ่ายให้สวยสะดุดตา ชวนน้ำลายสอ เพื่อดักคว้าสิทธิ์กลุ่มลูกค้าที่ตั้งใจเข้ามา "กินของดีราคาประหยัด"
  • จับคู่เมนูแมสเป็น Combo Set สำหรับเมนูยอดฮิตอย่างชาไข่มุก หรือส้มตำ อย่าขายแยกจานเดี่ยว ๆ ให้ลองทำเซ็ตคู่ เช่น "ตำปูปลาร้า + คอหมูย่าง + ชาไทย" เพื่อดันให้ยอดต่อบิลสูงขึ้น ลูกค้าซื้อง่ายเพราะกดทีเดียวได้ครบมื้อ

2. ตั้งป้ายเมนูเฉพาะกิจ "ชุดพิเศษไทยช่วยไทย พลัส"

สำหรับลูกค้าที่มานั่งกินในร้าน ให้ทำแผ่นเมนูแนะนำพิเศษตั้งไว้บนโต๊ะอาหาร โดยลองคำนวณราคาเซ็ตอาหารให้พอดี หรือคุ้มค่าที่สุดกับวงเงินที่ลูกค้าได้รับสิทธิ์ต่อวัน เพื่อช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจสั่งชุดใหญ่ได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องยืนกดเครื่องคิดเลขคำนวณเอง

อาวุธลับปรับเมนูสู้ศึกเดลิเวอรีแบบเรียลไทม์

การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เมนูให้ทันใจผู้บริโภคในช่วงพีคแบบนี้ หากต้องมานั่งรออัปเดตระบบข้ามวันคงไม่ทันการ Wongnai POS จึงเข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญที่ตอบโจทย์ร้านอาหารได้อย่างตรงจุด โดยสามารถกดเพิ่มเมนูพรีเมียม จัดเซ็ตอาหาร Combo จับคู่ หรือปรับเปลี่ยนหมวดหมู่เมนูแนะนำตามพฤติกรรมลูกค้าในแต่ละวันได้ง่าย ๆ ทำได้ทันที ระบบจะทำการอัปเดตหน้าเมนูบนแอป LINE MAN ให้แบบเรียลไทม์ สะดวก รวดเร็ว และไม่พลาดโอกาสทองในการขายแม้แต่วินาทีเดียว

แค่ปรับวิธีคิดจากการขายของถูก เป็นการจัดหน้าบ้านโชว์ "เมนูพรีเมียม" และแพ็ก "เมนูยอดฮิต" ให้ซื้อง่าย ผสานกับการใช้เทคโนโลยี Wongnai POS ปรับตัวให้ไว ร้านของคุณก็พร้อมอัปค่าเฉลี่ยต่อบิลให้พุ่งกระฉูดได้อย่างแน่นอน

บทความแนะนำเพิ่มเติม