.jpg)
ถ้าวันนี้คุณเป็นเจ้าของร้านอาหาร การรู้ว่าลูกค้าชอบกินอะไรอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการรู้ว่าพวกเขาตัดสินใจซื้ออย่างไร ซื้อเมื่อไร และกำลังใช้ชีวิตแบบไหน ในวันที่พฤติกรรมการสั่งอาหารของคนไทยมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีจึงไม่ได้เป็นเพียงช่องทางขายอาหาร แต่กลายเป็นหน้าต่างที่สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างชัดเจน
และถ้าหากพูดถึงหนึ่งในแพลตฟอร์มที่มีข้อมูลผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย LINE MAN คือชื่อที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยฐานผู้ใช้งานกว่า 10 ล้านคนต่อเดือน ร้านอาหารในระบบกว่า 700,000 ร้าน และการเติบโตที่สูงกว่าตลาดโดยรวมอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทุกการค้นหา ทุกออเดอร์ และทุกการตัดสินใจบนแพลตฟอร์ม กลายเป็นข้อมูลที่ช่วยบอกได้ว่าคนไทยกำลังกินอะไร คิดอย่างไร และกำลังเปลี่ยนไปในทิศทางไหน คำถามคือลูกค้า LINE MAN ตัวจริงเป็นใครกันแน่ และพฤติกรรมของพวกเขากำลังบอกอะไรกับเจ้าของร้านอาหารในปี 2569 บ้าง?
จากบทความของ Marketeer Online กล่าวว่าธุรกิจร้านอาหาร และเครื่องดื่มของไทยในปี 2569 มีมูลค่ารวมประมาณ 660,000 ล้านบาท เติบโต 3.4% จากปีก่อน โดยกลุ่มฟู้ดเดลิเวอรีคือส่วนที่โตเร็วที่สุด ปี 2568 เติบโตถึง 22% คิดเป็นมูลค่า 165,000 ล้านบาท หรือราว 1 ใน 4 ของตลาดร้านอาหารทั้งหมด ขณะที่ตลาดในกรุงเทพฯ เริ่มอิ่มตัว แต่จังหวัดรองอย่างเชียงใหม่ ขอนแก่น และหาดใหญ่ยังมีช่องว่างให้เติบโตต่อ
ในเชิงขนาด LINE MAN รายงานฐานข้อมูลผู้ใช้งานกว่า 10 ล้านคนต่อเดือน เชื่อมต่อกับร้านอาหารกว่า 700,000 ร้านทั่วประเทศ และมีกองทัพไรเดอร์มากกว่า 100,000 คน (ข้อมูล ณ 30 พฤศจิกายน 2568) ส่วนฝั่งมูลค่าธุรกิจ ข้อมูลปี 2567 ระบุว่าขณะที่ตลาดฟู้ดเดลิเวอรีโดยรวมโต 7% LINE MAN เติบโตสูงกว่าตลาดถึง 35%
ข้อมูลเชิงพฤติกรรมของตลาด Food Delivery ไทยชี้ว่ากลุ่มมิลเลนเนียล (อายุประมาณ 28 - 43 ปี) เป็นฐานผู้ใช้งานที่ใหญ่ที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 40 - 58% ของผู้ใช้งานทั้งหมด ตามมาด้วย Gen Z ที่มีสัดส่วนราว 30% แม้จะมีจำนวนน้อยกว่ามิลเลนเนียล แต่กลับเป็นกลุ่มที่สั่งอาหารถี่ที่สุด มักสั่งหลายครั้งต่อสัปดาห์ ขณะที่ Gen X แม้จะมีสัดส่วนราว 27% แต่กลับมีพฤติกรรมการสั่งอาหารถี่น้อยที่สุดอย่างชัดเจน
ในงาน Marketing Oops! Summit 2026 ผู้บริหารฝ่าย Business Development ของ LINE MAN Wongnai เปิดเผยว่าข้อมูลการใช้งานจริงบนแพลตฟอร์มสามารถจำแนกพฤติกรรมลูกค้าออกเป็น 4 กลุ่มหลัก
กลุ่มแรกคือ Regular Need Customers หรือลูกค้าที่ซื้อเป็นประจำตามรอบที่คาดเดาได้ ไม่ว่าจะทุกวัน ทุกสัปดาห์ หรือทุกสองสัปดาห์ คนกลุ่มนี้มักเป็นลูกค้าที่เคยซื้อของจากหน้าร้านมาก่อน แล้วเปลี่ยนช่องทางมาสั่งผ่านแอปฯ เพราะมีรายการที่ต้องการอยู่แล้วในใจ กลุ่มที่สองคือ Urgent Need Customers ที่ต้องการของด่วน สั่งตอนนั้นใช้ตอนนั้น กลุ่มที่สามคือ Convenience Driven ที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายเป็นหลัก และกลุ่มสุดท้ายคือ Impulsive Customers ที่ตัดสินใจซื้อทันทีเมื่อเห็นสินค้าที่โดนใจโดยไม่ได้วางแผนมาก่อน
การแบ่งกลุ่มแบบนี้สอดคล้องกับยุคที่ LINE MAN เรียกว่า "เศรษฐกิจคนใจร้อน" ซึ่งพบว่าคนไทย 54% ใช้งานแอปฯ บริการแบบ On-Demand (รูปแบบการให้บริการที่ผู้บริโภคสามารถสั่งซื้อ และเรียกใช้ได้ "ตามความต้องการ" แบบทันที) ที่ได้รับสินค้าภายใน 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง และ 60% ของผู้บริโภคคาดหวังให้แบรนด์จัดส่งถึงบ้านได้ภายในไม่ถึง 1 ชั่วโมง ที่น่าสนใจคือคนไทยใช้บริการ On-Demand สำหรับซื้อของอุปโภคบริโภคมากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกถึง 2 เท่า
ข้อมูลจาก LINE MAN Wongnai นำเสนอภายใต้หัวข้อ "C – Capture" ชี้ว่าผู้ใช้ LINE MAN เป็นกลุ่มที่มีความตั้งใจซื้อสูงโดย 90% ของผู้ที่เข้าแอปฯ มักหยิบสินค้าใส่ตะกร้า และใช้เวลาเฉลี่ยเพียง 7 นาทีตั้งแต่เปิดแอปฯ จนถึงขั้นตอนชำระเงิน นอกจากนี้ 48% ของผู้ใช้เริ่มค้นหาสินค้าจากในแอปฯ เลย โดยไม่ต้องไปหาข้อมูลจากช่องทางอื่นก่อน สะท้อนว่าผู้บริโภคจำนวนมากตัดสินใจซื้อภายในแพลตฟอร์มตั้งแต่ต้นจนจบ
ในส่วนของ LINE MAN Mart ซึ่งเปิดตัวมาราว 3 - 4 ปี ปัจจุบันให้บริการครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด มีสินค้ารองรับมากกว่า 450,000 SKU และมีร้านค้าพันธมิตรกว่า 15,000 แห่ง ผู้ใช้งานมักกลับมาซื้อซ้ำทุก ๆ 2 สัปดาห์ และนับตั้งแต่เปิดตัวมา ยอดขายรวม (GMV) เติบโตขึ้น 10 เท่า จำนวนคำสั่งซื้อเติบโต 6 เท่า ส่วนยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิลเพิ่มขึ้น 33%
จากข้อมูลผู้ใช้งานกว่า 10 ล้านคนตลอดปี 2568 เมนูที่มียอดสั่งสูงสุดคือส้มตำปูปลาร้า ซึ่งเสิร์ฟไปแล้วมากกว่า 8 ล้านจาน ตามมาด้วยกระแสเครื่องดื่มมัทฉะที่เติบโตกว่า 6.5 ล้านแก้ว หรือโตขึ้นถึง 300% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จนถูกเรียกว่าเป็นเครื่องดื่มตัวแทน "ความหรูหราที่จับต้องได้" ของปีนี้ ขณะที่ชาเขียวนมกลายเป็นตัวเลือกแทนมัทฉะสำหรับคนที่อยากได้รสชาติคล้ายกันแต่ราคาประหยัดกว่า ส่วนยอดค้นหาสูงสุดของปีตกเป็นของกลุ่มเมนูส้มตำ ยำ และหมาล่า ที่มียอดค้นหารวมกว่า 16 ล้านครั้ง ตอกย้ำว่าความเผ็ดร้อนยังเป็นรสชาติที่ครองใจคนไทยมากที่สุด
แพทเทิร์นการสั่งอาหารแบบนี้บอกได้ว่าลูกค้า LINE MAN ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนที่มองหาอาหารหรูหราในชีวิตประจำวัน แต่เป็นกลุ่มที่สั่งอาหารพื้นบ้านราคาเข้าถึงง่าย ผสมกับกระแสเครื่องดื่มที่อิงเทรนด์โซเชียลมีเดีย เช่น มัทฉะ ซึ่งมาจากการบูมของกระแสมัทฉะพรีเมียมในตลาดเครื่องดื่มไทยช่วงปีที่ผ่านมา
อีกมิติที่สำคัญคือพื้นที่ในการใช้งาน นักวิเคราะห์จาก True Digital Academy ชี้ว่าพฤติกรรมผู้บริโภคในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ เริ่มเข้าสู่จุดอิ่มตัวแล้ว ขณะที่จังหวัดรองอย่างเชียงใหม่ ขอนแก่น และหาดใหญ่ ยังมีช่องว่างให้เติบโตได้อีกมาก ซึ่งตรงกับตัวเลขการฟื้นตัวของยอดขายร้านอาหารในต่างจังหวัดที่กล่าวไปก่อนหน้า บอกเป็นนัยว่าลูกค้าหน้าใหม่ของ LINE MAN ในอนาคตจะมาจากเมืองรองมากขึ้น ไม่ใช่กรุงเทพฯ เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
ถ้าจะมองว่าลูกค้า LINE MAN หน้าตาจะเป็นแบบไหนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า กลุ่มที่น่าจับตามากที่สุดคือ "คนโสด" เพราะโครงสร้างประชากรไทยกำลังเปลี่ยนไปในทิศทางนี้อย่างชัดเจน วิจัยจากกรุงศรีเผยผลสำรวจ "The Single Economy Survey" จากกลุ่มคนเมืองอายุ 24 ปีขึ้นไปกว่า 2,200 คน พบว่าคนโสดกลายเป็นกลุ่มสถานะที่ใหญ่ที่สุดแล้ว คิดเป็น 41% ของผู้ตอบแบบสำรวจ และสัดส่วนคนที่อยู่อาศัยคนเดียวในไทยอยู่ที่ราว 29.5% ของประชากร สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 21.9% หากแนวโน้มนี้เติบโตต่อเนื่องในอัตราปีละ 1.8% สัดส่วนคนที่อยู่คนเดียวอาจเพิ่มเป็น 40% ของครัวเรือนไทยภายในปี 2585
ในด้านการใช้จ่าย วิจัยจากกรุงศรีพบว่าคนโสดมีแนวโน้มใช้เงินเพื่อตัวเองมากกว่าคนมีครอบครัวอย่างชัดเจน คนโสดเกือบครึ่ง หรือ 47% ชอปปิงให้รางวัลตัวเองอย่างน้อยเดือนละครั้ง คิดเป็นโอกาสมากกว่าคนมีครอบครัวถึง 2 เท่า ขณะที่การใช้จ่ายด้านฟิตเนส อาหารเสริม และสปาของคนโสดอยู่ที่ราว 8% ของรายได้ เทียบกับคนมีครอบครัวที่ใช้เพียง 5% และคนโสดยังมีโอกาสเลือก "ใช้เงินให้หมดก่อนเสียชีวิต" มากกว่าคนมีคู่ถึง 2.7 เท่า สะท้อนโลกทัศน์ที่ให้น้ำหนักกับการใช้ชีวิต และใช้เงินในปัจจุบันมากกว่าการเก็บออมเพื่อคนอื่นในอนาคต ข้อมูลชุดนี้เป็นสัญญาณว่ากำลังซื้อกลุ่มนี้กำลังขยายตัว และมีรูปแบบการใช้จ่ายที่ต่างจากกลุ่มครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญ
อีกสัญญาณที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจร้านอาหารบนแพลตฟอร์มคือเทรนด์ "กินข้าวคนเดียว" ที่กำลังขยายตัวในไทย ร้านอาหารหลายเครือใหญ่เริ่มปรับโมเดลธุรกิจรับมือ เช่น Ootoya เปิดแบรนด์ใหม่ "โอโตยะ โอกิ" ที่ออกแบบที่นั่งเคาน์เตอร์บาร์ และเซตอาหารราคาเข้าถึงง่ายสำหรับคนมาคนเดียวโดยเฉพาะ ส่วน Yakiniku Like ก็จัดโต๊ะ และเตาย่างแบบ "Table for one" ในบางสาขา เพราะมองว่าการกินข้าวคนเดียวเป็นเทรนด์ใหญ่ที่จะโตต่อเนื่อง
เมื่อลองมาพิจารณาจากชุดข้อมูล ทำให้คนโสดน่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่ทั้ง LINE MAN และร้านอาหารต้องให้ความสำคัญมากขึ้นต่อจากนี้ โดยเฉพาะการพัฒนาเมนูไซส์เดี่ยว โปรโมชั่นที่ไม่ผูกกับจำนวนคนสั่งขั้นต่ำ และฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์การกินคนเดียวแบบสะดวกรวดเร็ว
ลูกค้า LINE MAN ในปัจจุบันไม่ได้ใช้เวลาเลือกซื้อนานเหมือนในอดีต พวกเขาเปิดแอปฯ ด้วยความต้องการที่ชัดเจน พร้อมตัดสินใจภายในไม่กี่นาที และมักเลือกจากร้านที่มองเห็นได้ง่ายในช่วงเวลานั้น
ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าประจำที่สั่งซ้ำเป็นกิจวัตร กลุ่มคนที่ต้องการความสะดวก หรือกลุ่มที่ตัดสินใจซื้อทันทีเมื่อเจอสิ่งที่ถูกใจ ทุกกลุ่มล้วนมีจุดร่วมคือการให้ความสำคัญกับความรวดเร็ว ทำให้การแข่งขันของร้านอาหารบนแพลตฟอร์มไม่ได้อยู่แค่เรื่องรสชาติ หรือราคาอีกต่อไป แต่รวมถึงการทำให้ร้านของตัวเองถูกค้นพบในจังหวะที่ลูกค้ากำลังมองหาด้วย
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เครื่องมืออย่างโฆษณา LINE MAN มีบทบาทมากขึ้นสำหรับร้านอาหาร เพราะช่วยเพิ่มโอกาสให้ร้านปรากฏต่อหน้าลูกค้าที่มีแนวโน้มสั่งซื้ออยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงลูกค้าใหม่ เพิ่มการมองเห็นในพื้นที่แข่งขันสูง หรือกระตุ้นยอดขายในช่วงเวลาที่ต้องการ เมื่อรู้แล้วว่าลูกค้าของคุณคือใคร สั่งอะไร และตัดสินใจซื้ออย่างไร ขั้นตอนต่อไปอาจไม่ใช่การรอลูกค้าเดินเข้ามาเจอร้าน แต่คือการทำให้ร้านของคุณไปอยู่ตรงหน้าลูกค้าในเวลาที่เหมาะสมที่สุด
โฆษณา LINE MAN ทำง่ายใน 3 คลิก ดูวิธีทำที่นี่
เริ่มต้นสร้างโฆษณา LINE MAN บนแอปฯ Wongnai Merchant App (WMA) คลิกที่นี่