ผู้ใช้งานใหม่
การใช้งานขั้นสูง
คู่มือเพิ่มยอดขายบน LINE MANคู่มือใช้โฆษณา LINE MAN

ปรับโฆษณาอย่างไรให้ยอดขายปัง วิเคราะห์ผลโฆษณา LINE MAN แบบมือโปร

   เพราะการลงโฆษณาบน LINE MAN ไม่ได้จบที่การกดเปิดแคมเปญ สิ่งที่บอกได้จริงว่าเงินที่ลงทุนไปกลับมาเป็นยอดขายเท่าไร ลูกค้าที่ได้เป็นใคร และควรปรับอะไรต่อ คือศึกษารายงานผลโฆษณาในแอปฯ Wongnai Merchant App (WMA) แล้วนำไปปรับใช้ให้เข้ากับร้านคุณ

‍

เข้าไปดูรายงานได้ที่ไหน

การเปิดดูรายงานทำได้ใน 2 ขั้นตอน คือ

  1. กดปุ่ม "โฆษณา" ที่หน้าแรกของแอปฯ WMA 
  2. เลือกวันที่ และโฆษณาที่ต้องการดู ข้อมูลที่แสดงเป็นผลรวมของโฆษณา Listing ทุกประเภท ทั้งแบบเพิ่มยอดเข้าชมร้าน (Cost per Click) และแบบเพิ่มยอดออเดอร์ (Cost per Order)

‍

ระบบแบ่งรายงานออกเป็น 3 ส่วน คือ

  1. โฆษณาของฉัน (Manage My Ads) ซึ่งใช้จัดการ และตรวจสอบแคมเปญทั้งที่เปิดอยู่ และที่เสร็จสิ้นแล้ว 
  2. สรุปภาพรวมผลลัพธ์ (Ad Performance Overview) ที่จะแสดงยอดรวมรายได้ และต้นทุนโฆษณาตามช่วงเวลาที่เลือก เช่น วันนี้ 7 วันล่าสุด 30 วันล่าสุด หรือกำหนดวันเอง 
  3. รายงานผลรายแคมเปญ (Campaign Performance) ซึ่งแยกข้อมูลทีละแคมเปญ เหมาะกับร้านที่เปิดหลายแคมเปญพร้อมกัน หรือเปิดโฆษณาจากหลายช่องทาง

‍

ใครเป็นคนจัดการแคมเปญ

ในหัวข้อ "โฆษณาของฉัน" แคมเปญที่เปิดใช้งานอยู่จะระบุว่าใครเป็นผู้บริหารจัดการ ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าร้านค้าปรับอะไรได้เองบ้าง โดยแบ่งเป็น 3 รูปแบบ

‍

  1. จัดการด้วยตนเอง (Self-Service) ร้านค้าสามารถปรับงบ เปิด-ปิด ดูรายงาน และยกเลิกเองผ่านแอป WMA ได้ทั้งหมด เช่นโฆษณาเพิ่มออเดอร์ และโฆษณาแบบกำหนดยอดขาย (pMAX)
  2. จัดการโดย LINE MAN (Managed-Service) ซึ่ง LINE MAN จะบริหารแคมเปญให้ตามบันทึกข้อตกลง เช่นโฆษณาเพิ่มการมองเห็น (CPC) โดย LINE MAN 
  3. จัดการโดยสำนักงานใหญ่ (HQ Managed-Service) ที่สำนักงานใหญ่บริหารแคมเปญผ่าน LINE MAN เช่นโฆษณาเพิ่มการมองเห็น (CPC) หรือโฆษณาเฉพาะแบนเนอร์ร้านค้า

สำหรับแคมเปญที่เสร็จสิ้นแล้ว ร้านค้าสามารถกดเครื่องหมาย “>” ที่แคมเปญนั้นเพื่อย้อนดูยอดขาย ต้นทุน และผลตอบแทน (RoAS) ได้ และหากต้องการหยุดโฆษณา สามารถกด "ปิดโฆษณา" ที่แคมเปญนั้นได้ทันที

‍

4 ตัวเลขที่ต้องดูก่อน

รายงานภาพรวมผลของโฆษณา Listing ที่เปิดใช้งานทั้งหมดไว้ในที่เดียว และมีตัวเลขสำคัญ 4 ตัวที่ควรเริ่มดูก่อน คือ

  1. ยอดขายจากโฆษณา (Sales from Ad) ซึ่งเป็นยอดขายรวมจากออเดอร์ที่ลูกค้าสั่งสำเร็จหลังกดเข้าโปรไฟล์ร้านที่มีเครื่องหมายโฆษณา (Ad)
  2. ต้นทุนโฆษณา (Ad Spend) ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ระบบคำนวณตามเป้าหมายโฆษณา
  3. อัตราผลตอบแทน (RoAS, Return on Ad Spend) ที่บอกความคุ้มค่าของโฆษณา โดยคิดจากยอดขายจากโฆษณาเทียบกับต้นทุนโฆษณาทั้งหมด
  4. ออเดอร์จากโฆษณา (Orders from Ad) คือจำนวนออเดอร์ที่สั่งสำเร็จผ่านโปรไฟล์ร้านที่มีเครื่องหมาย Ad 

สิ่งที่ควรระวังคือต้นทุนโฆษณาถูกนับต่างกันตามเป้าหมายที่เลือก หากเลือกเพิ่มการเข้าชมร้าน (CPC) ต้นทุนจะถูกนับเมื่อลูกค้ากดเข้าชมร้าน แต่ถ้าเลือกเพิ่มออเดอร์ (CPO) ต้นทุนจะถูกนับเมื่อออเดอร์จัดส่งสำเร็จ โดยนับเป็น 1 ออเดอร์ ร้านที่ใช้โฆษณาแบบเพิ่มการเข้าชมจึงควรดูควบคู่กับจำนวนออเดอร์เสมอ เพราะการถูกคลิกไม่ได้แปลว่าลูกค้าจะสั่งซื้อ

‍

รู้ว่าใครซื้อ และซื้อเท่าไร

นอกจากภาพรวมรายงานยังมีตัวชี้วัดที่ช่วยให้ร้านค้าวิเคราะห์ต่อได้ โดยนับเฉพาะออเดอร์ที่สั่งสำเร็จจากแคมเปญโฆษณา

ยอดขายต่อบิล (ABS, Average Basket Size) คือยอดขายเฉลี่ยต่อออเดอร์ ตอบคำถามว่าลูกค้าซื้อเฉลี่ยบิลละเท่าไร ส่วน ค่าโฆษณาต่อออเดอร์ (CPO, Cost Per Order) คือค่าโฆษณาทั้งหมดหารด้วยจำนวนออเดอร์ที่สำเร็จ บอกว่าการได้ออเดอร์หนึ่งต้องจ่ายค่าโฆษณาเท่าไร

‍

ในด้านลูกค้า รายงานแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม 

  • ลูกค้าทั้งหมด (Customers) คือจำนวนคนที่สั่งซื้อสำเร็จจากแคมเปญ 
  • ลูกค้าใหม่จากโฆษณา (New Customers) คือผู้ที่สั่งครั้งแรก และไม่เคยมีประวัติสั่งกับร้านมาก่อน ซึ่งบอกว่าโฆษณาช่วยขยายฐานลูกค้าได้แค่ไหน 
  • ลูกค้าที่สั่งซ้ำผ่านโฆษณา (Repeat Customers) คือผู้ที่สั่งในช่วง 30 วันที่ผ่านมา และสั่งอีกครั้งผ่านโฆษณา บอกว่าลูกค้าประจำสั่งต่อเนื่องแค่ไหน

‍

ตัวชี้วัดที่ดูได้เฉพาะในไฟล์ดาวน์โหลด

เมื่อดาวน์โหลดรายงานเป็นไฟล์รายงานผล ร้านค้าจะเห็นตัวชี้วัดเพิ่มอีก 7 ตัว ซึ่งช่วยเทียบโฆษณากับการขายตามปกติของร้านได้โดยตรง ได้แก่ 

  1. ออเดอร์จากช่องทางปกติ (Orders from Organic) ซึ่งคือออเดอร์ที่สั่งสำเร็จจากโปรไฟล์ร้านที่ไม่ใช่แคมเปญโฆษณา
  2. ยอดขายจากช่องทางปกติ (Sales from Organic) ที่เกิดจากออเดอร์เหล่านั้น 

จากนั้นเป็นตัวชี้วัดแบบสัดส่วน 5 ตัว คือ % ออเดอร์จากโฆษณาเทียบกับออเดอร์ทั้งหมดของร้าน, % ยอดขายจากโฆษณาเทียบกับยอดขายทั้งหมดของร้าน และ % ลูกค้าใหม่, % ลูกค้าเก่าที่กลับมา และ % ลูกค้าที่สั่งซ้ำ ซึ่งแต่ละตัวเทียบกับลูกค้าทั้งหมด

‍

ตัวเลขกลุ่มนี้ตอบคำถามสำคัญว่า ร้านพึ่งโฆษณามากเกินไปหรือไม่ และหากหยุดโฆษณา ยอดจากช่องทางปกติจะพยุงร้านได้แค่ไหน

‍

นำข้อมูลไปปรับปรุงโฆษณาอย่างไร

แนะนำให้ทำโฆษณาต่อเนื่องอย่างน้อย 14 วันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น และให้ตรวจรายงานเป็นประจำเพื่อรู้ว่าคุ้มทุนหรือไม่ ส่วนแนวทางอ่านตัวเลขต่อไปนี้เป็นข้อเสนอ ที่ต่อยอดจากความหมายของตัวชี้วัดในรายงาน

‍

ให้เริ่มจาก RoAS ก่อน หากต่ำกว่าที่ร้านรับได้ ให้ดูว่าปัญหาอยู่ที่ยอดขายต่อบิลหรือค่าโฆษณาต่อออเดอร์ เพราะ RoAS คือยอดขายหารต้นทุน และสองตัวนี้เป็นสองด้านของสมการเดียวกัน ถ้าพบว่าบิลเล็กเพราะลูกค้าสั่งเมนูเดียว ลองจัดเมนู หรือโปรโมชั่นให้สั่งหลายรายการ เพื่อดันยอดต่อบิลโดยไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาเพิ่ม

‍

จากนั้นเทียบสัดส่วนลูกค้าใหม่กับลูกค้าเก่า หากลูกค้าใหม่สูง แปลว่าโฆษณากำลังเปิดตลาด ควรดูต่อว่ามีลูกค้าสั่งซ้ำตามมาหรือไม่ แต่ถ้าลูกค้าใหม่ต่ำ และลูกค้าเก่ากลับมามาก แปลว่าโฆษณากำลังทำหน้าที่รักษาฐานเดิม และอย่าลืมดู % ยอดขายจากโฆษณาในไฟล์ดาวน์โหลด เพื่อรู้ว่าร้านพึ่งโฆษณาแค่ไหน

‍

สำหรับร้านที่เปิดหลายแคมเปญ ควรแยกอ่านรายแคมเปญ เทียบ RoAS และ CPO ของแต่ละอัน แล้วปรับงบไปยังแคมเปญที่คุ้มกว่า และที่สำคัญคืออย่าเปิด-ปิดโฆษณาบ่อย ให้เก็บข้อมูลครบอย่างน้อย 14 วันก่อนตัดสินใจเปลี่ยนแปลง

‍

รายงานผลโฆษณาบน LINE MAN จะช่วยให้ร้านค้าตอบได้ว่าโฆษณาคุ้มหรือไม่ โดยเริ่มจากตัวเลขหลัก 4 ตัวคือยอดขาย ต้นทุน ออเดอร์ และ RoAS แล้วเจาะลึกต่อด้วย ABS, CPO และกลุ่มลูกค้าใหม่ ลูกค้าเก่าที่กลับมา และลูกค้าที่สั่งซ้ำ ร้านที่ตรวจรายงานสม่ำเสมอ และทำโฆษณาต่อเนื่องอย่างน้อย 14 วัน จะมีข้อมูลเพียงพอที่จะปรับแคมเปญให้มีกำไรได้อย่างต่อเนื่อง

โฆษณา LINE MAN ทำง่ายใน 3 คลิก ดูวิธีทำที่นี่

เริ่มต้นสร้างโฆษณา LINE MAN บนแอปฯ Wongnai Merchant App (WMA) คลิกที่นี่