.jpg)
เพราะการลงโฆษณาบน LINE MAN ไม่ได้จบที่การกดเปิดแคมเปญ สิ่งที่บอกได้จริงว่าเงินที่ลงทุนไปกลับมาเป็นยอดขายเท่าไร ลูกค้าที่ได้เป็นใคร และควรปรับอะไรต่อ คือศึกษารายงานผลโฆษณาในแอปฯ Wongnai Merchant App (WMA) แล้วนำไปปรับใช้ให้เข้ากับร้านคุณ
การเปิดดูรายงานทำได้ใน 2 ขั้นตอน คือ
ระบบแบ่งรายงานออกเป็น 3 ส่วน คือ
ในหัวข้อ "โฆษณาของฉัน" แคมเปญที่เปิดใช้งานอยู่จะระบุว่าใครเป็นผู้บริหารจัดการ ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าร้านค้าปรับอะไรได้เองบ้าง โดยแบ่งเป็น 3 รูปแบบ

สำหรับแคมเปญที่เสร็จสิ้นแล้ว ร้านค้าสามารถกดเครื่องหมาย “>” ที่แคมเปญนั้นเพื่อย้อนดูยอดขาย ต้นทุน และผลตอบแทน (RoAS) ได้ และหากต้องการหยุดโฆษณา สามารถกด "ปิดโฆษณา" ที่แคมเปญนั้นได้ทันที
รายงานภาพรวมผลของโฆษณา Listing ที่เปิดใช้งานทั้งหมดไว้ในที่เดียว และมีตัวเลขสำคัญ 4 ตัวที่ควรเริ่มดูก่อน คือ

สิ่งที่ควรระวังคือต้นทุนโฆษณาถูกนับต่างกันตามเป้าหมายที่เลือก หากเลือกเพิ่มการเข้าชมร้าน (CPC) ต้นทุนจะถูกนับเมื่อลูกค้ากดเข้าชมร้าน แต่ถ้าเลือกเพิ่มออเดอร์ (CPO) ต้นทุนจะถูกนับเมื่อออเดอร์จัดส่งสำเร็จ โดยนับเป็น 1 ออเดอร์ ร้านที่ใช้โฆษณาแบบเพิ่มการเข้าชมจึงควรดูควบคู่กับจำนวนออเดอร์เสมอ เพราะการถูกคลิกไม่ได้แปลว่าลูกค้าจะสั่งซื้อ
นอกจากภาพรวมรายงานยังมีตัวชี้วัดที่ช่วยให้ร้านค้าวิเคราะห์ต่อได้ โดยนับเฉพาะออเดอร์ที่สั่งสำเร็จจากแคมเปญโฆษณา
ยอดขายต่อบิล (ABS, Average Basket Size) คือยอดขายเฉลี่ยต่อออเดอร์ ตอบคำถามว่าลูกค้าซื้อเฉลี่ยบิลละเท่าไร ส่วน ค่าโฆษณาต่อออเดอร์ (CPO, Cost Per Order) คือค่าโฆษณาทั้งหมดหารด้วยจำนวนออเดอร์ที่สำเร็จ บอกว่าการได้ออเดอร์หนึ่งต้องจ่ายค่าโฆษณาเท่าไร
ในด้านลูกค้า รายงานแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม

เมื่อดาวน์โหลดรายงานเป็นไฟล์รายงานผล ร้านค้าจะเห็นตัวชี้วัดเพิ่มอีก 7 ตัว ซึ่งช่วยเทียบโฆษณากับการขายตามปกติของร้านได้โดยตรง ได้แก่
จากนั้นเป็นตัวชี้วัดแบบสัดส่วน 5 ตัว คือ % ออเดอร์จากโฆษณาเทียบกับออเดอร์ทั้งหมดของร้าน, % ยอดขายจากโฆษณาเทียบกับยอดขายทั้งหมดของร้าน และ % ลูกค้าใหม่, % ลูกค้าเก่าที่กลับมา และ % ลูกค้าที่สั่งซ้ำ ซึ่งแต่ละตัวเทียบกับลูกค้าทั้งหมด
ตัวเลขกลุ่มนี้ตอบคำถามสำคัญว่า ร้านพึ่งโฆษณามากเกินไปหรือไม่ และหากหยุดโฆษณา ยอดจากช่องทางปกติจะพยุงร้านได้แค่ไหน
แนะนำให้ทำโฆษณาต่อเนื่องอย่างน้อย 14 วันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น และให้ตรวจรายงานเป็นประจำเพื่อรู้ว่าคุ้มทุนหรือไม่ ส่วนแนวทางอ่านตัวเลขต่อไปนี้เป็นข้อเสนอ ที่ต่อยอดจากความหมายของตัวชี้วัดในรายงาน
ให้เริ่มจาก RoAS ก่อน หากต่ำกว่าที่ร้านรับได้ ให้ดูว่าปัญหาอยู่ที่ยอดขายต่อบิลหรือค่าโฆษณาต่อออเดอร์ เพราะ RoAS คือยอดขายหารต้นทุน และสองตัวนี้เป็นสองด้านของสมการเดียวกัน ถ้าพบว่าบิลเล็กเพราะลูกค้าสั่งเมนูเดียว ลองจัดเมนู หรือโปรโมชั่นให้สั่งหลายรายการ เพื่อดันยอดต่อบิลโดยไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาเพิ่ม
จากนั้นเทียบสัดส่วนลูกค้าใหม่กับลูกค้าเก่า หากลูกค้าใหม่สูง แปลว่าโฆษณากำลังเปิดตลาด ควรดูต่อว่ามีลูกค้าสั่งซ้ำตามมาหรือไม่ แต่ถ้าลูกค้าใหม่ต่ำ และลูกค้าเก่ากลับมามาก แปลว่าโฆษณากำลังทำหน้าที่รักษาฐานเดิม และอย่าลืมดู % ยอดขายจากโฆษณาในไฟล์ดาวน์โหลด เพื่อรู้ว่าร้านพึ่งโฆษณาแค่ไหน
สำหรับร้านที่เปิดหลายแคมเปญ ควรแยกอ่านรายแคมเปญ เทียบ RoAS และ CPO ของแต่ละอัน แล้วปรับงบไปยังแคมเปญที่คุ้มกว่า และที่สำคัญคืออย่าเปิด-ปิดโฆษณาบ่อย ให้เก็บข้อมูลครบอย่างน้อย 14 วันก่อนตัดสินใจเปลี่ยนแปลง
รายงานผลโฆษณาบน LINE MAN จะช่วยให้ร้านค้าตอบได้ว่าโฆษณาคุ้มหรือไม่ โดยเริ่มจากตัวเลขหลัก 4 ตัวคือยอดขาย ต้นทุน ออเดอร์ และ RoAS แล้วเจาะลึกต่อด้วย ABS, CPO และกลุ่มลูกค้าใหม่ ลูกค้าเก่าที่กลับมา และลูกค้าที่สั่งซ้ำ ร้านที่ตรวจรายงานสม่ำเสมอ และทำโฆษณาต่อเนื่องอย่างน้อย 14 วัน จะมีข้อมูลเพียงพอที่จะปรับแคมเปญให้มีกำไรได้อย่างต่อเนื่อง
โฆษณา LINE MAN ทำง่ายใน 3 คลิก ดูวิธีทำที่นี่
เริ่มต้นสร้างโฆษณา LINE MAN บนแอปฯ Wongnai Merchant App (WMA) คลิกที่นี่