ผู้ใช้งานใหม่
การใช้งานขั้นสูง
คู่มือเพิ่มยอดขายบน LINE MANคู่มือใช้โฆษณา LINE MAN

เปิดร้านใหม่บน LINE MAN ต้องรู้! สรุปวิธีลงโฆษณาฉบับเซฟงบ ไม่เสี่ยงเจ๊ง

        เจ้าของร้านที่เพิ่งเปิดร้านบน LINE MAN ส่วนใหญ่เจอสถานการณ์เดียวกัน นั่นคือตั้งค่าร้านเสร็จ ลงเมนู ถ่ายรูป ตั้งราคา แล้วรอ ผ่านไปหลายวันออเดอร์ก็ยังเงียบ ร้านยังไม่มีรีวิว ยังไม่มีประวัติขาย ลูกค้าที่เลื่อนผ่านหน้าจอจึงเลือกร้านที่คุ้นกว่า 

‍

โฆษณาคือทางลัดที่ช่วยให้ร้านใหม่ถูกมองเห็นเร็วขึ้น ลูกค้าที่อยู่ใกล้ร้านจะได้เห็นเมนูของเราตั้งแต่วันแรก ๆ โดยไม่ต้องรอให้รีวิว และชื่อเสียงสะสมเอง และผลลัพธ์จะดีที่สุดเมื่อเลือกรูปแบบให้เหมาะกับช่วงเวลาของร้าน ร้านที่เริ่มต้นอย่างถูกจังหวะจะเปลี่ยนทุกบาทที่ลงไปให้เป็นออเดอร์ และข้อมูลที่ใช้ต่อยอดได้ ขณะที่ร้านที่เลือกผิดแบบอาจเสียงบไปกับการคลิกที่ยังไม่กลายเป็นยอดสั่งซื้อ

‍

โฆษณา Listing บน LINE MAN คิดค่าบริการได้สองแบบ คือจ่ายตามจำนวนคลิก (CPC) หรือจ่ายตามจำนวนออเดอร์ที่ส่งสำเร็จ (CPO) ฟังเผิน ๆ เหมือนต่างกันแค่วิธีคิดเงิน แต่จริง ๆ แล้วมันตอบคำถามสำคัญที่สุดข้อหนึ่งของการลงโฆษณา คือ ถ้าลูกค้าเข้ามาดูแล้วไม่สั่ง ใครจะเป็นคนรับความเสียหายนั้น

‍

CPC: จ่ายเมื่อมีคนสนใจ ไม่ว่าจะสั่งหรือไม่

‍

โฆษณาแบบ CPC คือการจ่ายเมื่อมีลูกค้าคลิกเข้ามาดูร้าน เดิมโฆษณา Listing บน LINE MAN คิดตามจำนวนครั้งที่ร้านถูกพบเห็น (CPM) แล้วปรับมาเป็นการคิดเงินต่อการคลิก เพราะคนที่คลิกเข้ามาดูร้าน และเมนูมีความสนใจที่จะสั่งจริง ต่างจากคนที่แค่เลื่อนผ่าน 

‍

ข้อดีของ CPC

  • คนที่คลิกมักสนใจจริง การคลิกเข้าไปดูเมนูแปลว่าลูกค้าสนใจอาหาร หรือร้านนั้น ไม่ใช่แค่เลื่อนผ่าน 
  • ไม่เปลืองเงินกับคนที่แค่เห็น ค่าโฆษณาคิดเฉพาะเมื่อมีคนคลิก และงบที่ตั้งไว้ช่วยให้โฆษณาแสดงผลได้นานโดยไม่หมดเร็ว
  • ได้ข้อมูลมาแก้ไข เพราะ CPC ทำให้เห็นตัวเลขมากขึ้น คือมีคนคลิกกี่คน และมีกี่คนสั่ง ถ้าคลิกเยอะแต่สั่งน้อย แปลว่าปัญหาอยู่ที่หน้าร้าน เช่น รูป ราคา หรือเมนู ไม่ใช่ที่การมองเห็น ร้านจึงรู้ว่าต้องแก้ตรงไหนก่อนเพิ่มงบ
  • เหมาะกับช่วงขยายฐาน เมื่อร้านมีรีวิว และเมนูขายดีแล้ว การดึงคนเข้าชมให้มากขึ้นจะเปลี่ยนเป็นออเดอร์ได้ง่ายกว่าตอนเปิดใหม่

‍

สิ่งที่ร้านใหม่ควรรู้คือ การคลิกยังไม่เท่ากับการสั่ง ลูกค้าที่เข้ามาดูอาจเห็นว่ารูปอาหารยังไม่ชวนกินเท่าที่ควร ราคาสูงกว่าที่คิด ยังไม่เจอเมนูที่ถูกใจ หรือยังไม่มีรีวิวให้อุ่นใจ แล้วกดออกไป ซึ่งค่าคลิกนั้นร้านยังต้องจ่ายตามปกติ

‍

CPO: จ่ายเมื่อได้ออเดอร์จริง

‍

CPO ระบบจะคิดค่าบริการเมื่อลูกค้ากดสั่งอาหารจากโฆษณา และออเดอร์นั้นมีสถานะจัดส่งสำเร็จ ค่าโฆษณาจะถูกเรียกเก็บเมื่อหมดวัน และไม่เกินงบรายวันที่ร้านตั้งไว้แบบ "ไร้ความเสี่ยง" เพราะร้านไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาที่ไม่ได้ออเดอร์ ความเสี่ยงของการ "คลิกเปล่า" ซึ่งเป็นความเสี่ยงหลักของร้านใหม่จึงหายไป

‍

ข้อดีของ CPO

  • จ่ายเมื่อได้ผลลัพธ์จริง ระบบคิดค่าบริการเฉพาะเมื่อลูกค้ากดสั่งอาหารจากโฆษณา และออเดอร์นั้นจัดส่งสำเร็จเท่านั้น
  • วางแผนเงินได้ล่วงหน้า ค่าโฆษณาถูกเรียกเก็บเมื่อหมดวัน และไม่เกินงบรายวันที่ร้านตั้งไว้
  • ความเสี่ยงของการ "คลิกเปล่า" หายไป ร้านไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาที่ไม่ได้ออเดอร์ ซึ่งเป็นความเสี่ยงหลักของร้านใหม่
  • ได้สะสมข้อมูลโดยไม่ต้องกังวลงบ ร้านมีเวลาสะสมออเดอร์แรก ๆ รีวิว และข้อมูลว่าเมนูไหนขายดี โดยไม่ต้องห่วงว่างบจะหมดไปกับคนที่เข้ามาดูแล้วจากไป
  • ออกแบบมาสำหรับร้านใหม่ เหมาะกับร้านเปิดใหม่ที่ยอดสั่งยังไม่มาก ยอดขายไม่สม่ำเสมอ และไม่มั่นใจในการจัดการงบโฆษณา
  • คำนวณกำไรง่ายกว่า ต้นทุนผูกกับออเดอร์โดยตรง ไม่ต้องคูณด้วยอัตราคนสั่งต่อคนคลิกเหมือน CPC

‍

หมายเหตุ: ร้านเปิดโฆษณา CPC และ CPO พร้อมกันไม่ได้ ถ้าอยากเปลี่ยนเป้าหมายต้องปิดอันเดิมก่อนแล้วสร้างใหม่ การเลือกจุดเริ่มต้นจึงสำคัญกว่าที่คิด

‍

ร้านใหม่ควรใช้แบบไหน?

‍

ร้านควรเลือกใช้แบบ CPO เหตุผลหลักคือร้านใหม่ ยังไม่รู้ตัวเลขที่สำคัญที่สุดของตัวเอง นั่นคืออัตราที่คนคลิกแล้วลงเอยด้วยการสั่ง ร้านที่เปิดมานานรู้ว่าคลิก 10 ครั้งได้ราว 1 ออเดอร์ แต่ร้านใหม่ยังไม่มีข้อมูลนี้ ถ้าเริ่มด้วย CPC ร้านกำลังเอางบไปพิสูจน์สิ่งที่ยังไม่รู้คำตอบ คือคนที่คลิกเข้ามาจะสั่งจริงหรือไม่

‍

ตัวอย่าง (ตัวเลขเพื่อประกอบการอธิบายเท่านั้น ไม่ใช่ราคาจริง) 

ค่าคลิกเฉลี่ย 4 บาท ถ้าร้านมีอัตราสั่งต่อคลิก 20% หรือคลิก 5 ครั้งได้ 1 ออเดอร์ ต้นทุนโฆษณาจะอยู่ที่ 20 บาทต่อออเดอร์ แต่ถ้าหน้าร้านยังไม่น่าสั่ง อัตราตกเหลือ 5% ต้นทุนจะพุ่งเป็น 80 บาทต่อออเดอร์ ทั้งที่ค่าคลิกยังเท่าเดิม ความต่างสี่เท่านี้มาจากคุณภาพของหน้าร้านล้วน ๆ ไม่ใช่จากตัวโฆษณา

‍

CPO ช่วยให้ร้านไม่ต้องเดาเรื่องนี้ ระบบเป็นฝ่ายรับความเสี่ยงของการคลิกที่ไม่กลายเป็นออเดอร์ ร้านจึงได้ใช้ช่วงแรกสะสมสิ่งที่ร้านใหม่ขาดที่สุด คือออเดอร์จริง รีวิว และข้อมูลว่าเมนูไหนขายได้ ควรรู้ไว้ด้วยว่าราคาต่อออเดอร์ไม่ตายตัว LINE MAN ระบุว่ามีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา ความต้องการของตลาด และจำนวนร้านที่ทำโฆษณาในพื้นที่ใกล้เคียง การดูตัวเลขจริงในแอปเป็นประจำจึงจำเป็นกว่าการจำราคาจากบทความไหน ๆ

‍

ก่อนกดปุ่มโฆษณา ให้หน้าร้านพร้อมก่อน

‍

โฆษณาทำได้แค่พาคนมาหน้าร้าน ส่วนการปิดการขายเป็นหน้าที่ของเมนู รูป ราคา และโปรโมชั่น ร้านใหม่จึงควรเตรียมหน้าร้านให้เรียบร้อยก่อนเริ่ม รูปอาหารควรชัด และแสงดี ชื่อเมนูควรเป็นคำที่ลูกค้าพิมพ์ค้นหาจริง และราคา และควรมีโปรโมชั่นต้อนรับลูกค้าใหม่ เช่น ส่วนลดออเดอร์แรก หรือเซ็ตคุ้มค่า

‍

อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือเวลาเปิด-ปิดร้านในแอปฯ เพราะโฆษณาจะแสดงเฉพาะช่วงที่ร้านรับออเดอร์ได้ ถ้าตั้งเวลาไว้ไม่ตรงกับความเป็นจริง ร้านอาจเสียโอกาสในช่วงที่ลูกค้าสั่งเยอะที่สุด

‍

แผน 4 สัปดาห์สำหรับร้านที่เพิ่งเริ่ม

‍

ในสองสัปดาห์แรก แนะนำให้เปิดโฆษณา CPO ด้วยงบรายวันต่ำ ๆ ที่รับได้แม้ผลลัพธ์ไม่ดี เพราะเป้าหมายของช่วงนี้ไม่ใช่กำไรสูงสุด แต่คือการได้ออเดอร์แรก ๆ และเก็บข้อมูลว่าลูกค้าสั่งอะไร ในช่วงเวลาไหนมากที่สุด ควรเปิดดูรายงานการตลาดในแอปฯ Wongnai Merchant App และสังเกตออเดอร์ที่มีสัญลักษณ์ "โฆษณา" กำกับในหน้าประวัติ เพื่อแยกว่าออเดอร์ไหนมาจากโฆษณา ออเดอร์ไหนมาเอง

‍

ในสัปดาห์ที่ 3 และ 4 ให้ประเมินผล ถ้าต้นทุนโฆษณาต่อออเดอร์ยังทำให้ร้านมีกำไร แนะนำให้ค่อย ๆ เพิ่มงบโฆษณาทีละน้อย ๆ ถ้าออเดอร์ที่ไม่ผ่านโฆษณาเริ่มเข้ามาเอง แปลว่ารีวิว และการมองเห็นเริ่มทำงานแล้ว

‍

หลังจากนั้นถ้าร้านมีรีวิว มีเมนูขายดี และพอรู้ว่าคนเข้าชมสั่งมากน้อยแค่ไหน จึงลองสลับไปใช้ CPC ได้ เพื่อดันการมองเห็นให้กว้างขึ้น ควรทดลองเป็นช่วงสั้น ๆ แล้วเทียบต้นทุนต่อออเดอร์กับช่วง CPO ถ้าต้นทุนสูงกว่ามาก ก็กลับไปใช้ CPO ต่อได้โดยไม่เสียอะไร

‍

คิดกำไรให้ครบ ไม่ใช่แค่ดูยอดขาย

‍

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดของเจ้าของร้านคือดูยอดขายแล้วรู้สึกว่าโฆษณาได้ผล โดยไม่หักต้นทุนจริง ราคาอาหารหนึ่งออเดอร์ไม่ใช่กำไรทั้งหมด ต้องหักวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม (GP) และส่วนลดที่ร้านออกเอง ซึ่งรายละเอียดค่าธรรมเนียมควรตรวจจากสัญญาของร้านเอง

‍

วิธีคิดที่ง่ายที่สุดคือการเอากำไรต่อออเดอร์หลังหักทุกอย่างแล้ว ไปลบด้วยต้นทุนโฆษณาต่อออเดอร์ ถ้าเหลือเป็นบวก โฆษณานั้นช่วยร้านได้ ถ้าเป็นลบ ให้หยุด และปรับก่อนเพิ่มงบ ไม่ว่าจะใช้ CPC หรือ CPO ก็ตาม

‍

สำหรับร้านใหม่ที่เพิ่งเปิด ลำดับที่ปลอดภัยที่สุดคือเริ่มด้วย CPO ที่งบต่ำ เพื่อสะสมออเดอร์ และรีวิวโดยไม่ต้องรับความเสี่ยงของการคลิกเปล่า เมื่อหน้าร้านแข็งแรง และรู้อัตราการสั่งของตัวเองแล้ว จึงทดลอง CPC เพื่อขยายการมองเห็น 

‍

สิ่งที่ควรจำที่สุดคือโฆษณาที่ดีไม่ได้วัดจากราคาต่อคลิกที่ถูกที่สุด แต่วัดจากกำไรต่อออเดอร์ที่เหลืออยู่หลังหักค่าใช้ต่ายทุกอย่างแล้วทุกอย่างแล้ว

โฆษณา LINE MAN ทำง่ายใน 3 คลิก ดูวิธีทำที่นี่

เริ่มต้นสร้างโฆษณา LINE MAN บนแอปฯ Wongnai Merchant App (WMA) คลิกที่นี่

‍