ผู้ใช้งานใหม่
การใช้งานขั้นสูง
คู่มือเพิ่มยอดขายบน LINE MANคู่มือใช้โฆษณา LINE MAN

ต้องมีงบแค่ไหนถึงทำโฆษณาได้? เปิดวิธีเริ่มยิงโฆษณา LINE MAN แบบไม่เผางบทิ้ง

       หยุดคิดว่าต้องมีงบหลักหมื่นถึงจะเริ่มทำโฆษณาได้ เพราะความจริงที่ร้านเล็กมองข้ามไปคือ เงินหลักร้อยก็สามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสได้ ถ้าเรารู้ว่ากำลังจ่ายไปเพื่ออะไร จะกี่ร้อยบาทก็ไม่ได้มีไว้เสี่ยงโชคเพื่อหายอดขายปัง ๆ ในข้ามคืน แต่มันคือเงินลงทุนก้อนแรกที่ซื้อ "คำตอบ" ว่าสินค้าของคุณมีอนาคตจริงไหมในตลาด

ขั้นต่ำเท่าไหร่ถึงเริ่มได้

‍

ตามคู่มือของ LINE MAN Merchant Center ร้านที่เพิ่งเริ่มควรลองด้วยงบขั้นต่ำประมาณ 100 บาทต่อวัน หรือตามที่ระบบแนะนำ ซึ่งตัวเลขแนะนำจะต่างกันไปตามพื้นที่ และประเภทร้าน (เช็กตัวเลขจริงในแอปฯ Wongnai Merchant App ก่อนเสมอ)

‍

อีกเรื่องที่คนมักเข้าใจผิดคือ งบต่อวันคือเพดาน ไม่ใช่ยอดที่ถูกหักเต็มทุกวัน ระบบคิดเงินตามการใช้งานจริง ถ้าวันนั้นโฆษณาแสดงผลไม่ถึงเพดาน ก็ถูกหักเท่าที่การแสดงผล และผลลัพธ์เกิดขึ้นจริง และโฆษณาจะแสดงเฉพาะช่วงที่ร้านเปิดรับออเดอร์เท่านั้น

‍

ก่อนจ่ายบาทแรก

‍

โฆษณาไม่ได้สร้างความอร่อย ไม่ได้ทำให้เมนูน่าสั่งขึ้น แต่มัน พาคนมาหน้าร้านมากขึ้น ถ้าหน้าร้านยังไม่พร้อม ไม่ว่าจะใช้งบแค่ไหน มันก็จะกลายเป็นค่าพาคนมาดูแล้วเดินออกไป ดังนั้นลำดับที่ถูกคือ เตรียมร้านให้พร้อมก่อน แล้วค่อยใช้เงิน

‍

7 ขั้นตอนทำให้งบก้อนแรกไม่สูญเปล่า

‍

ขั้นที่ 1: รู้เพดานราคาต่อออเดอร์ของตัวเอง

‍

ก่อนตั้งงบ ให้คำนวณว่า "ยอมจ่ายค่าโฆษณาได้สูงสุดต่อ 1 ออเดอร์เท่าไหร่" สูตรง่าย ๆ คือ

‍

กำไรต่อออเดอร์ = ราคาขายเฉลี่ยต่อบิล − ต้นทุนอาหาร − ค่า GP

‍

เช่น ถ้าบิลเฉลี่ย 150 บาท เหลือกำไรหลังหักต้นทุน และค่า GP ราว 60 บาท แปลว่าค่าโฆษณาต่อออเดอร์ที่ร้านรับไหวควรต่ำกว่านั้นมาก ๆ ถ้ายังไม่รู้ตัวเลขนี้ อย่าพึ่งรีบยิงโฆษณา (ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างเพื่อประกอบการอธิบายเท่านั้น) 

‍

ขั้นที่ 2: จัดหน้าร้านให้คนที่ "ถูกพามา" อยากสั่ง

‍

คนที่เห็นร้านของคุณจากโฆษณาจะตัดสินใจภายใน 3-5 วินาที ให้ลองตรวจสิ่งเหล่านี้

  • รูปปก และโลโก้ เป็นสิ่งแรกที่ลูกค้าเห็น ต้องชัด สว่าง เห็นเมนูเด่น
  • ชื่อเมนูที่ค้นเจอ ตั้งชื่อให้ตรงกับที่ลูกค้าพิมพ์หา เช่น "กะเพราหมูสับไข่ดาว" อาจจะสร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่า "เมนูสูตรลับเฮีย"
  • เวลาเปิด-ปิด โฆษณาแสดงเฉพาะตอนร้านเปิด ถ้าร้านปิดเร็ว หรือเปิดไม่ตรงเวลา คุณอาจจะเสียโอกาสโดยไม่รู้ตัว
  • เมนูไม่งง เมนูที่ทำลูกค้างง หรือสับสนคือจุดรั่วของยอดขาย

‍

ขั้นที่ 3: ทำโปรโมชั่นเดียวที่ชัดเจน

‍

ร้านคุณไม่ต้องมีถึง 5 โปรฯ ให้ลูกค้าเลือก เพราะ มี 1 โปรฯ อาจทำให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายที่สุด เช่น ส่วนลดสำหรับออเดอร์แรก หรือเซ็ตคู่ราคาพิเศษ โฆษณาที่ทำคู่กับโปรโมชั่นช่วยให้ลูกค้าที่กดเข้ามาตัดสินใจซื้อง่าย และเร็วขึ้น เพราะโฆษณาพาคนมาถึงหน้าร้าน แต่โปรโมชั่นเป็นตัวปิดการขาย

‍

ขั้นที่ 4: เลือกเป้าหมายโฆษณาให้ตรงกับงบน้อย

‍

ตอนเรากำลังสร้างโฆษณาจะมีตัวเลือกให้เลือก 2 แบบ

  • เพิ่มการเข้าชมร้าน ระบบคิดเงินเมื่อมีลูกค้ากดเข้ามาดูร้าน เหมาะกับร้านที่มีหน้าร้านที่พร้อม มีรีวิว และโปรฯ อยู่แล้ว และต้องการให้คนเห็นร้านเยอะ ๆ
  • เพิ่มออเดอร์ ระบบคิดเงินเมื่อมีลูกค้าสั่งสำเร็จ (ภายใน 24 ชม. หลังกดเข้าดูหน้าร้าน) เหมาะกับร้านงบน้อยที่อยากผูกค่าใช้จ่ายกับผลลัพธ์

‍

ถ้าคุณมีงบแค่ 500 ให้เริ่มที่ "เพิ่มออเดอร์" เพราะเงินน้อยทนต่อการจ่ายค่าคลิก (Click) ที่ไม่กลายเป็นยอดขายไม่ไหว (ดูราคาต่อออเดอร์ที่ระบบแสดงในแอปฯ ก่อนยืนยันทุกครั้ง เพราะมันสามารถผันแปรตามพื้นที่ ช่วงเวลา และจำนวนร้านที่ยิงโฆษณาใกล้เคียงกันได้)

‍

ขั้นที่ 5: แบ่งงบเป็นก้อนเล็ก ยิงให้ต่อเนื่อง

‍

นี่คือหัวใจของร้านที่มีงบน้อย อย่าทุ่มงบของคุณทุกบาทไปในวันเดียว ให้แบ่งเฉลี่ยเป็นงบรายวันแล้วยิงหลาย ๆ วัน ระบบต้องใช้เวลาเรียนรู้ และคุณเองก็ต้องมีข้อมูลหลายวันถึงจะอ่านผล และวิเคราะห์เพื่อนำไปใช้ต่อได้

‍

ตัวอย่าง

  • แผน 500 บาท: ตั้งงบประมาณ 100 บาทต่อวัน ได้ราว 5 วัน โดยจัดให้คลุมวันศุกร์ถึงอาทิตย์ หรือวันหยุด เพราะว่าวันหยุดมีโอกาสได้ออเดอร์สูงกว่าวันธรรมดาประมาณ 20%
  • แผน 1,000 บาท: ตั้งประมาณ 100 บาทต่อวัน ได้ราว 10 วัน ให้อคลอบคลุมอย่างน้อย 1 สุดสัปดาห์เต็ม ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงที่แนะนำให้ยิงต่อเนื่อง นั่นคือ 15 วันขึ้นไป

‍

ต้องยอมรับว่างบ 500 บาทที่ใช้ยิงโฆษณา 100 บาทต่อวันได้ราว 5 วัน นั้นจะสั้นกว่าช่วง 15 วันที่ ซึ่คือจำนวนวันที่แนะนำ ดังนั้นให้มอง 500 บาทเป็น “รอบทดสอบ” เพื่อทดสอบตลาดรอบ ๆ ร้าน ส่ 

‍

ขั้นที่ 6: ปล่อยให้ระบบทำงาน อย่ากดเปิด-ปิดบ่อย

‍

ความอยากรู้อยากเห็นทำให้หลาย ๆ ร้านลองกดปิดโฆษณาตอนยังไม่เห็นผล แล้วกดเปิดใหม่ตอนยอดเงียบ วิธีนี้ทำให้ข้อมูลขาดตอน และอ่านผลลัพธ์ไม่ได้ ถ้างบที่ใช้ในการยิงโฆษณาหมดเร็วมาก นั่นแปลว่ามีลูกค้าเห็นร้านเยอะในเวลาสั้น ๆ ไม่ใช่ความผิดปกติแต่อย่างใด

‍

ขั้นที่ 7: อ่านผลหลังครบรอบ แล้วค่อยตัดสินใจจากตัวเลข

‍

พอครบกำหนดวัน อย่าดูแค่ยอดขายรวม ให้ลองดู 4 ตัวเลขนี้

‍

  1. จำนวนออเดอร์ที่ได้ เทียบกับช่วงก่อนยิง ว่าจำนวนออเดอร์เพิ่มขึ้นไหม
  2. ค่าโฆษณาต่อออเดอร์ ดูว่าต่ำกว่าเพดานที่คำนวณในขั้นที่ 1 ไหม
  3. ยอดเฉลี่ยต่อบิล ถ้าลูกค้าสั่งเมนูเดียวแล้วจบ ค่าโฆษณาจะกินกำไรไปหมด ให้ลองจัดเซ็ต หรือเมนูเสริมเพื่อกระตุ้นยอดเฉลี่ยต่อบิล
  4. ลูกค้าซื้อซ้ำไหม เพราะลูกค้าที่กลับมาคือกำไรที่ได้จากการใช้โฆษณา

‍

ผลลัพธ์มี 3 ทาง

  • ต่ำกว่าเพดาน ให้เอากำไรบางส่วนกลับมาขยายงบ 
  • ใกล้เพดาน ให้แก้หน้าร้าน หรือโปรฯ ที่ร้านเรามีก่อน 
  • เกินเพดาน ให้หยุด และกลับไปเช็กขั้นที่ 2-3 ก่อนเสียเงินรอบสอง

‍

ขั้นต่ำของโฆษณาไม่ใช่ตัวเลขที่คุณต้องกลัว สิ่งที่ต้องกลัวคือการยิงโฆษณาโดยไม่รู้ว่ากำไรต่อออเดอร์เท่าไหร่ และหน้าร้านไม่พร้อมรับลูกค้า ร้านที่เริ่มด้วยงบที่น้อย แต่ทำครบทั้ง 7 ขั้นนี้ มักได้ข้อมูลที่มีค่ากว่าร้านที่ทุ่ม 5,000 บาทแบบไม่ได้วางแผนอะไรเลย

‍

ถ้าพร้อมแล้ว การเริ่มทดลองทำได้ในแอป Wongnai Merchant App ที่เมนู "โฆษณา" > "เริ่มสร้างโฆษณา" แล้วเลือกเป้าหมายกับงบรายวันตามที่ระบบแนะนำ เริ่มจากก้อนเล็ก ๆ ดูผลทีละรอบ แล้วค่อยขยับตามผลลัพธ์ของร้านเอง อย่าปล่อยให้งบน้อยมาปิดโอกาสร้านของคุณจากการขายดี และเป็นที่จดจำ

โฆษณา LINE MAN ทำง่ายใน 3 คลิก ดูวิธีทำที่นี่

เริ่มต้นสร้างโฆษณา LINE MAN บนแอปฯ Wongnai Merchant App (WMA) คลิกที่นี่

‍